myRSS by MyReadyWeb.com http://www.myreadyweb.com/ ข้อมูลล่าสุดของบทความ en-us ฟรี!! เว็บสำเร็จรูป สร้างเว็บ ทําเว็บ สร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ รับทําเว็บไซต์ ทำเว็บ การสร้างเว็บไซต์ http://www.myreadyweb.com/ http://www.myreadyweb.com/images/front/logo-print.jpg 240 66 ทําเว็บ สร้างเว็บ ด้วยสุดยอดระบบ เว็บสำเร็จรูป การสร้างเว็บไซต์ ทําเว็บไซต์ จะเป็นเรื่องง่ายๆ ฟรี สร้างเว็บ ทำเว็บ สร้างเว็บไซต์ ที่ MyReadyWeb.com ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา มาร่วมกันสร้างวิหารทาน เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม http://watbuddhapratub.com/article/topic-65784.html <blockquote> <h3 style="text-align: center;"><span style="font-size: 16px;"><strong><span style="color: rgb(0, 0, 255);">ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธาเสื่อมใสในพุทธศาสนา ผู้มีจิตอันเป็นบุญกุศลอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้าง วิหารทาน เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมให้แก่พระสงฆ์และผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย ที่ม่อนป่าซาง บ้านห้วยข่อย ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ&nbsp;จังหวัดลำปาง มา ณ.ที่นี้</span></strong></span></h3> </blockquote> &nbsp; <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/4-tile(1).jpg" style="width: 448px; height: 335px;" /><br /> &nbsp;</div> <blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากกลุ่มผู้ที่ร่วมทำบุญก่อตั้งที่มีจิตศรัทธาแรงกล้า &nbsp;ได้แก่กลุ่ม วิศวกร,&nbsp; ข้าราชการชั้นสูง, ข้าราชการประจำ, พนักงานบริษัทเอกชน หรือผู้บริจาคเงินแม้เพียงน้อยนิด เริ่มซื้อที่ดินโดยประมาณ 15 ไร่ ตั้งแต่ปี 2553 เพื่อการสร้าง &ldquo;วัดพุทธประทับ&rdquo; ณ. ม่อนป่าซาง บ้านห้วยข่อย ต.วังเหนือ อ. วังหเหนือ จ. ลำปาง&nbsp; มาจนถึงปัจจุบันนี้ ปี 2560 ได้มีที่ดินโดยประมาณทั้งหมด 150 ไร่ และได้ตั้งคณะกรรมการบริหารเป็นทางการ เพื่อให้การสร้างวัดได้ดำเนินการไปอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง ในการขอจัดตั้งเพื่อให้เป็นวัด ตามระเบียบกรมศาสนา (ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประวัติการก่อตั้งวัด) &nbsp;และจากหนังสือรับรองของคณะสงฆ์ธรรมยุต จ. ลำปาง-แพร่ &nbsp;ได้แต่งตั้ง พระอาจารย์บัณฑิต ฉายา กิตติปัญโญ ให้มาเป็นหัวหน้าที่พักสงฆ์&nbsp; ป่าพุทธประทับ &nbsp;เพื่อการบำเพ็ญเพียรตามกิจของสงฆ์และบริหารงานต่างๆภายในวัด ตั้งแต่วันทื่ ๒๐ กุมภาพันธ์ &nbsp;๒๕๖๐</blockquote> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/1-tile.jpg" style="width: 448px; height: 311px;" /></div> <blockquote>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จนถึงปีปัจจุบันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์อันบริสุทธิ์ ในการสร้างวัดบนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อให้สำเร็จ&nbsp; ได้ดำเนินการสร้างกุฎีเจ้าอาวาส, ห้องน้ำ, แท็งก์น้ำเก็บน้ำไว้ใช้, ขอไฟฟ้าเข้าวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีงานสร้างต่างๆอีกมากมาย เช่น ศาลาอเนกประสงค์, โบสถ์, วิหาร , กุฎีพระสงฆ์, กำแพงวัด, ถนนเพื่อการเดินทางเข้าวัด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมี ในการขอตั้งเป็น&rdquo;วัดพุทธประทับ&rdquo;โดยสมบูรณ์ต่อไป</blockquote> <blockquote>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เนื่องจากทางที่พักสงฆ์ป่าพุทธประทับไม่ได้มีปัจจัยหรือเงินทองมากมาย ในการดำเนินงาน จึงไม่ใช่เป็นการประกาศประมูลงานในการก่อสร้าง แต่จะเป็นการขอเรียนเชิญผู้ที่มีจิตศรัทธา ต้องการสร้างกุศลผลบุญเป็นอริยทรัพย์ในภายภาคหน้า ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถทางการวางผัง ออกแบบ ตกแต่ง&nbsp; ก่อสร้าง&nbsp; หรือด้านต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ในการบริหารพื้นที่ 150 ไร่นี้ ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน&nbsp; หากต้องการเข้ามาชมสถานที่ หรือพบคณะบริหารก่อนการยื่นความจำนงอันประเสริฐเพื่อช่วยเหลือในการสร้างวัดด้านต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ พระอาจารย์บัณฑิต หรือสอบถามข้อมูลกับทางฆราวาสก่อน ได้ที่ 085-022-1477, 085-723-3681</blockquote> Sun, 10 Dec 2017 15:30:00 +0700 งานทอดผ้าป่าสามัคคี ที่วัดพุทธประทับ บ้านห้วยข่อย ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2559 http://watbuddhapratub.com/article/topic-65221.html <div style="text-align: center;"><strong><span style="color: rgb(0, 0, 255);"><span style="font-size: 16px;">ขอเชิญร่วมงานทอดผ้าป่าสามัคคี<br /> ที่วัดพุทธประทับ บ้านห้วยข่อย ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง<br /> ในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2559</span></span></strong></div> <div style="text-align: center;">&nbsp;</div> <div>เนื่องด้วย พระอาจารย์มานัส ซึ่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ (ที่พักสงฆ์พุทธประทับ) ได้บอกบุญมาว่า พระอาจารย์มีกำหนดทอดผ้าป่าสามัคคี ที่วัดพุทธประทับ บ้านห้วยข่อย ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ในวันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม 2559 และพระอาจารย์มานัส ได้เชิญคณะกรรมการสร้างวัดพุทธประทับ ผู้ประสงค์จะเดินทางไปร่วมทำบุญด้วย กำหนดการเดินทางโดยย่อ มีดังนี้<br /> <br /> วันศุกร์ที่ 12 สค 59 เวลา 8:00 น. เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อไปพักค้างคืนที่ อู่ทองการ์เด้นท์ ลำปาง ระหว่างทาง แวะไหว้พระตามศรัทธา<br /> <br /> วันเสาร์ที่ 13 สค 59 เวลา 6:30น. ออกจากที่พักไปทานก๋วยจั๊บที่สบตุ๋ย/สถานีรถไฟลำปาง แล้วพาคณะไปพบเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก หลังจากนั้น ไปไหว้พระตามวัดสำคัญในตัวเมืองลำปาง กลับที่พักที่อู่ทองการ์เด้นท์ เมืองลำปางอีก 1 คืน<br /> <br /> วันอาทิตย์ที่ 14 กค 59 เวลา 6:30น. ออกจากที่พักไปทานข้าวเช้า ระหว่างทาง และเดินทางไปถึงวัดพุทธประทับ<br /> &nbsp; &nbsp; 9:00 น. เริ่มงานบุญทอดผ้าป่า<br /> &nbsp; &nbsp; 11:00 น. เสร็จพิธี รับประทานทานอาหารเที่ยง ที่วัดพุทธประทับ และเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพฯ<br /> &nbsp; &nbsp; 20:00น. ถึงกรุงเทพฯ โดยประมาณ</div> <div style="text-align: center;">&nbsp;</div> <div><br /> <span style="color: rgb(0, 0, 205);"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal;">ขออานุภาพแห่งบุญกุศลและการร่วมก่อตั้งวัดพุทธประทับนี้ เป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อริยะทรัพย์ทั้งภพนี้และภพหน้า บังเกิดความสุขกายสุขใจ ตลอดกาลนาน ทุกๆท่านเทอญ</span></span></span></div> <div style="text-align: center;"><br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/94(1).jpg" style="width: 336px; height: 448px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/96.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/97.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/95.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/98.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/99.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/100(1).jpg" style="width: 448px; height: 335px;" /><br /> <br /> &nbsp;</div> Wed, 09 Aug 2017 22:02:00 +0700 รวมภาพวันทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี ณ.วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 http://watbuddhapratub.com/article/topic-62467.html <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;">รวมภาพวันทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างวัดพุทธประทับและที่พักสงฆ์</span><br style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;" /> <span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;">รวมถึงเสนาสนะวัตถุที่จำเป็นต่อการเสนอขอตั้งเป็นวัด</span><br style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;" /> <span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;">ณ ม่อนป่าซาง บ้านห้วยข่อย ตำบลวังเหนือ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง</span><br style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;" /> <span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;">ณ.วันอาทิตย์ที่ 21&nbsp;กุมภาพันธ์ &nbsp;2559</span></div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/78.jpg" style="width: 336px; height: 448px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/80.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></span></div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/84.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span></div> <div>&nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/85.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/86.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/87.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><br /> <span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/88.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/89.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;">&nbsp;<img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/90.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/91.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span></div> <div>&nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/92.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-family: 'Times New Roman'; line-height: normal; text-align: center; color: rgb(0, 0, 255); font-size: 16px;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/93.jpg" style="width: 448px; height: 252px;" /></span></div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/81.jpg" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal; text-align: center; width: 448px; height: 252px;" /></div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/82.jpg" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal; text-align: center; width: 448px; height: 252px;" /></div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/83.jpg" style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal; text-align: center; width: 448px; height: 252px;" /></div> Thu, 21 Jul 2016 21:02:00 +0700 ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2559 http://watbuddhapratub.com/article/topic-63268.html <div style="line-height: 20.8px; text-align: center;"><span style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;">ขอเชิญร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างวัดพุทธประทับและที่พักสงฆ์</span><br style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;" /> <span style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;">รวมถึงเสนาสนะวัตถุที่จำเป็นต่อการเสนอขอตั้งเป็นวัด</span><br style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;" /> <span style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;">ณ ม่อนป่าซาง บ้านห้วยข่อย ตำบลวังเหนือ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง</span><br style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;" /> <span style="color: rgb(0, 0, 255); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 16px; line-height: normal;">วันอาทิตย์ที่ 21&nbsp;กุมภาพันธ์ &nbsp;2559&nbsp; เวลา 9.30&nbsp;น.<br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/77.jpg" style="width: 710px; height: 541px;" /></span></div> <div style="line-height: 20.8px;">&nbsp; <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal;">ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญสร้างวัดพุทธประทับ (ที่พักสงฆ์พุทธประทับ) บนภูเขาม่อนป่าซางซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีซากพระเจดีย์เก่าอายุหลายร้อยปีอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่บนภูเขา &nbsp;โดยคณะกรรมการมีแผนในการดำเนินงานหาปัจจัย ในการซื้อที่ดิน และสร้างกุฏิสงฆ์ ที่พักแม่ชี,ฆราวาส ห้องน้ำ ศาลาเอนกประสงค์ และเสนาสนะวัตถุที่จำเป็นต่อการเสนอขอตั้งเป็นวัด เนื่องจากการเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นวัด ทางสำนักงานพระพุทธศาสนา ยังไม่อนุญาต เพราะยังขาดเสนาสนะวัตถุที่จำเป็น ฯลฯ ในที่ดินที่เป็นของวัด ฉะนั้นทางวัดพุทธประทับจึงต้องสร้างเสนาสนะวัตถุให้เสร็จเรียบร้อย ตอนนี้กำลังดำเนินการสร้างประกอบด้วย กุฏิสงฆ์ ห้องน้ำ ศาลาอเนกประสงค์ การปรับภูมิทัศน์ จึงต้องใช้จตุปัจจัยพอสมควร ตามเงื่อนไขการขอเป็นวัด จึงได้บอกบุญทอดผ้าป่าสามัคคีพร้อมเพรียงกันในครั้งนี้ &nbsp;โดยท่านเจ้าอาวาสวัดเขาวังราชบุรี &nbsp;เป็นผู้ออกใบอนุโมทนาบัตร รับรองการทำบุญทอดผ้าป่าในครั้งนี้&nbsp;ขออานุภาพแห่งบุญกุศลและการร่วมก่อสร้างวัดพุทธประทับนี้ เป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ&nbsp;เป็นอริยะทรัพย์ทั้งภพนี้และภพหน้า บังเกิดความสุขกายสุขใจ ตลอดกาลนานทุกๆ ท่าน เทอญ</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal; text-align: center;">&nbsp;</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal;"><u>กำหนดการ</u></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal;"><u>วันอาทิตย์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙&nbsp;</u><br /> (ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๓) &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ตั้งองค์ผ้าป่า<br /> เวลา &nbsp;&nbsp;๙.๓๐ น. &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;บูชาพระรัตนตรัย &nbsp;พระสงฆ์เจริญพุทธมนต์<br /> เวลา ๑๐.๐๐ น. &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถวายผ้าป่าสามัคคี&nbsp; พระสงฆ์อนุโมทนา<br /> เวลา ๑๐.๓๐ น.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ร่วมถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์<br /> เวลา ๑๒.๐๐ น.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คณะผ้าป่าเชิญร่วมรับประทานอาหาร<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เป็นอันเสร็จพิธี</div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal;"><u>ประธานฝ่ายสงฆ์</u></div> <div style="color: rgb(0, 0, 0); font-family: 'Times New Roman'; font-size: 14px; line-height: normal;">พระอาจารย์มหาเที่ยง&nbsp; ปสาโท&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัดเขาวังราชบุรี (เจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ)<br /> <br /> <u>ประธานฝ่ายฆราวาส</u><br /> คุณนิสากร&nbsp; จึงเจริญธรรม&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;คุณธวัช&nbsp; ผลความดี &nbsp;<br /> คุณเจนจัด&nbsp; มุสิกบุตร&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;คุณฮุย&nbsp; ไทยเจริญพิภพ<br /> คุณพิกุล&nbsp; พรวิริยางกูร &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คุณสุภาวดี&nbsp; สุวรรณวงศ์กุล<br /> คุณไกรฤกษ์&nbsp; สุวรรณวงศ์กุล</div> </div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 ผ้าป่าวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 http://watbuddhapratub.com/article/topic-56131.html <div style="text-align: center"><span style="font-size: 18px"><strong><a href="http://www.myreadyweb.com/login.html"><span style="color: rgb(0,0,255)">&nbsp;</span></a><span style="color: rgb(0,0,255)">ภาพการทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างวัดพุทธประทับและ<br /> ที่พักสงฆ์รวมถึงเสนาสนะวัตถุที่จำเป็นต่อการเสนอขอตั้งเป็นวัด<br /> ณ ม่อนป่าซาง บ้านห้วยข่อย ตำบลวังเหนือ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง<br /> วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558</span></strong>&nbsp;</span></div> <br /> <span style="font-size: 18px">ขออานุภาพแห่งบุญกุศลและการร่วมก่อตั้งวัดพุทธประทับนี้ เป็นมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ อริยะทรัพย์ทั้งภพนี้และภพหน้า บังเกิดความสุขกายสุขใจ ตลอดกาลนาน ทุกๆท่านเทอญ</span> <div style="text-align: center"><br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/56.jpg" style="width: 336px; height: 448px" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/57.jpg" style="width: 448px; height: 336px" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/58.jpg" style="width: 448px; height: 336px" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/59.jpg" style="width: 448px; height: 336px" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/60.jpg" style="width: 336px; height: 448px" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/61.jpg" style="width: 336px; height: 448px" /></div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 ภาพความคืบหน้าของการก่อสร้างวัดพุทธประทับ ณ. วันที่ 29 มีนาคม 2558 http://watbuddhapratub.com/article/topic-59567.html <p style="text-align: center;"><strong>ภาพความคืบหน้าของการก่อสร้างวัดพุทธประทับ<br /> ณ. วันที่ 29 มีนาคม 2558</strong></p> <p style="text-align: center;">ศาลาเอนกประสงค์</p> <p style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/62.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></p> <p style="text-align: center;">กุฎีเจ้าอาวาส</p> <p style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/63.jpg" style="width: 336px; height: 448px;" /></p> <p>&nbsp;</p> <p style="text-align: center;">ห้องน้ำและอ่างสำรองน้ำไว้ใช้</p> <p style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/65.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></p> <p>&nbsp;</p> <p style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/66.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></p> <p style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/64.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 12 พฤษภาคม 2556 ทำพิธีบวงสรวงเพื่อขออนุญาตสร้างวัดพุทธประทับ http://watbuddhapratub.com/article/topic-54992.html <span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">บริเวณพื้นที่สร้างวัดฯ (เป็นพื้นที่สร้างวัดแปลงที่ 1 ซึ่งจะสร้างพระอุโบสถ และวิหารเทพ ในอนาคต มีขนาดพื้นที่ 15 ไร่) ขณะยังไม่มีการก่อสร้าง ตั้งอยู่ที่ บ้านห้วยข่อย หมู่ที่ 3 ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ลักษณะที่ดินเป็นทรงบาตรคว่ำอยู่บนภูเขา เรียกว่า ม่อนป่าซาง หรือ เขาป่าไผ่</span></span><br /> &nbsp; <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/12.jpg" style="width: 448px; height: 269px;" /><br /> &nbsp;</div> <div><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">ภาพทิวทัศน์โดยรอบวัดพุทธประทับ ซึ่งเป็นภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่นำมาใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมมานาน 60-80 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นไร่ข้าวโพด แต่ก็ยังมีต้นไม้ใหญ่อยู่ประปราย สภาพการถือครองที่ดิน เป็นเอกสารสิทธิ์ สทก. หรือ สิทธิทำกิน อายุเอกสารสิทธิ์ประมาณ 35-40 ปี</span></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/13.jpg" style="width: 448px; height: 263px;" /><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/14.jpg" style="width: 448px; height: 273px;" /><br /> &nbsp;</div> <div><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">ทำบุญเลี้ยงพระ บิณฑบาตวิญญาณ และบวงสรวงเพื่อขออนุญาตสร้างวัดพุทธประทับ (เป็นพื้นที่สร้างวัดแปลงที่ 1 ซึ่งจะสร้างพระอุโบสถ และวิหารเทพ ในอนาคต มีขนาดพื้นที่ 15 ไร่)</span></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/15.jpg" style="width: 448px; height: 278px;" /></span></span></div> <div style="text-align: center;">&nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/16.jpg" style="width: 448px; height: 266px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/18.jpg" style="width: 455px; height: 333px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/19.jpg" style="width: 448px; height: 282px;" /></div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 การสร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างหลังแรก บนพื้นที่วัด และการปลูกต้นไม้บนพื้นที่วัด ดำเนินการตั้งแต่ พ.ค. 2556 – ก.ค. 2557 http://watbuddhapratub.com/article/topic-54996.html ต้นเดือนมิถุนายน 2556 หลักเขตบอกพื้นที่สร้างวัดพุทธประทับ แปลงที่ 2พื้นที่สร้างวัดพุทธประทับ แปลงที่ 2 มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ซื้อจากนายบุญเรือง จริยา ในราคา 55,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556<br /> &nbsp; <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/29.jpg" style="width: 448px; height: 324px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/30.jpg" style="width: 442px; height: 344px;" /><br /> &nbsp;</div> <div>บริเวณพื้นที่สร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ<br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/31.jpg" style="width: 448px; height: 248px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/32.jpg" style="width: 448px; height: 253px;" /><br /> &nbsp;</div> <div>ต้นเดือนมิถุนายน 2556 เริ่มสร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ</div> <div style="text-align: center;"><br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/33.jpg" style="width: 448px; height: 253px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/34.jpg" style="width: 448px; height: 253px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/35.jpg" style="width: 448px; height: 253px;" /><br /> &nbsp;</div> <div>ต้นเดือนตุลาคม 2556 การปลูกต้นไม้ที่วัดพุทธประทับ บริเวณที่ดินแปลงที่ 1 มีพื้นที่ 15 ไร่ ซึ่งจะสร้างพระอุโบสถ และวิหารเทพ<br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/36.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/37.jpg" style="width: 446px; height: 291px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/38.jpg" style="width: 444px; height: 304px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/39.jpg" style="width: 444px; height: 285px;" /><br /> &nbsp;</div> <div>ปลายเดือนมีนาคม 2557 ใช้รถไถพื้นที่บริเวณที่ดินสร้างวัดแปลงที่ 2 เอาต้นหญ้าแห้งๆ ออก เพื่อทำแนวกันไฟ รอบๆ บริเวณสร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดฯ พระอาจารย์มหาเที่ยง ปสาโท พื้นที่แปลงที่ 2 มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ ซื้อจากนายบุญเรือง จริยา ในราคา 55,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2556<br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/41.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> &nbsp;</div> <div>ต้นเดือนเมษายน 2557 พื้นที่สร้างกุฏิเจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ แล้วเสร็จเมื่อต้นเดือน ก.ค 2557<br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/42.jpg" style="width: 449px; height: 357px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/43.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/44.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/45.jpg" style="width: 446px; height: 336px;" /></div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 ม.ค. – ก.พ. 2558 การก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์และห้องน้ำ 10 ห้อง เพื่อให้ทันงานทอดผ้าป่าประจำปี 2558 ครั้งที่ 1 (28 ก.พ. 2558) http://watbuddhapratub.com/article/topic-54997.html <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/46.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/47.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/48.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/50.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/51.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/53.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/52.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/54.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/49.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/55.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /></div> <br /> &nbsp; Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 โครงการอาสาประชาปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ วันที่ 29 กันยายน 2558 http://watbuddhapratub.com/article/topic-60123.html <div style="text-align: center;"><strong><span style="font-size:14px;">โครงการอาสาประชาปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ<br /> ณ. วัดพุทธประทับ ม่อนป่าซาง อ.วังเหนือ จ.ลำปาง<br /> วันที่ 29 กันยายน 2558</span><br /> <br /> บูรณาการร่วมกันระหว่าง<br /> องค์การบริหารส่วนตำบลวังเหนือ ร่วมกับอำเภอวังเหนือ<br /> กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลวังเหนือ เทศบาลตำบลวังเหนือ<br /> เทศบาลตำบลบ้านใหม่ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.ลำปาง</strong><br /> <br /> ณ.วันร่วมใจกันปลูกต้นไม้ ที่พักสงฆ์พุทธประทับ มีพื้นที่ทั้งหมด 124 ไร่&nbsp;<br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/67.jpg" style="width: 448px; height: 300px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/68.jpg" style="width: 448px; height: 300px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/69.jpg" style="width: 448px; height: 300px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/70.jpg" style="width: 448px; height: 300px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/71.jpg" style="width: 448px; height: 300px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/72.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/73.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> <img alt="" src="http://watbuddhapratub.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/74.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" /><br /> <br /> &nbsp;</div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 มกราคม 2556 สำรวจพื้นที่ม่อนป่าซาง ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง http://watbuddhapratub.com/article/topic-54991.html รูปหมู่พระอาจารย์และญาติโยม จากซ้ายไปขวา ตามลำดับ 1) คุณพิกุล&nbsp;&nbsp; พรวิริยางกูร 2) คุณสุภาวดี&nbsp;&nbsp; สุวรรณวงศ์กุล 3) แม่ชีจำลอง&nbsp;&nbsp; วิมลประดิษย์ หัวหน้าแม่ชี สำนักปฏิบัติธรรมโชติสถาพล บ้านหัวโพ อ.บางแพ จ.ราชบุรี 4) พี่กอบแก้ว อัครคุปต์ ประธานกรรมการสร้างวัดพุทธประทับ (อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์) 5) พ.อ. (พ) คนึง&nbsp;&nbsp; อัครคุปต์&nbsp;&nbsp; สามีพี่กอบแก้ว 6) พระอาจารย์มหาประสาน โชติโก ที่ปรึกษาวัดพุทธประทับ 7) พระอาจารย์มหาเที่ยง ปสาโท เจ้าอาวาสวัดพุทธประทับ 8) กำนันโชค จะงาม กรรมการสร้างวัดฯ (กำนัน ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ) 9) นายเจริญภพ พรวิริยางกูร เลขานุการคณะกรรมการสร้างวัดฯ (ข้าราชการกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ) 10) นายศรีวิบูลย์ พรบุญบานเย็น กรรมการสร้างวัดฯ (นักธุรกิจ)<br /> &nbsp; <div style="text-align: center;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/5.jpg" style="width: 448px; height: 265px;" /></div> <div><br /> <span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">บ่อน้ำ ในบริเวณพื้นที่สร้างวัดฯ (จะสร้างพระอุโบสถ และวิหารเทพ) ขณะยังไม่มีการก่อสร้าง เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพระมหาฤาษี มีบัญชาให้เก็บรักษาไว้ดังเดิม ห้ามขุดขยายบ่อ และให้ใช้ประโยชน์จากน้ำได้ เช่น ใช้รดน้ำต้นไม้ได้ ใช้ดื่มกินได้ เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์</span></span></font></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/6.jpg" style="width: 448px; height: 284px;" /></span></span></font></span></div> <div><br /> <span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">พื้นที่ด้านตรงข้าม บริเวณพื้นที่สร้างวัดฯ (จะสร้างพระอุโบสถ และวิหารเทพ) ขณะยังไม่มีการก่อสร้าง</span></span></font></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/7-7.jpg" style="width: 448px; height: 266px;" /></span></span></font></span><br /> &nbsp;</div> <div><span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;">ภูเขาที่มีพระสถูปอยู่บนยอดเขา เขาซ้อนเขา ซึ่งมีต้นไผ่มากมาย และมีพระสถูปศักดิ์สิทธิ์ และมีคำบอกเล่าจากชาวบ้านในพื้นที่ว่ามีพระธาตุเสด็จ โดยมีลักษณะเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เท่าลูกบอล เสด็จในช่วงวันพระและวันสำคัญทางศาสนา</span></span></font></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/8.jpg" style="width: 448px; height: 286px;" /></span></span></font></span></div> <div><br /> <span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><span lang="TH" style="line-height: 115%; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000">พระอาจารย์มหาประสาน โชติโก และญาติโยม ร่วมกันไหว้สักการะพระสถูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสร้างโดยพญามังราย พ่อขุนรามคำแหง และพญางำเมือง เมื่อปี พ.ศ. 1830</font></span></span></span></div> <div style="text-align: center;"><br /> <span lang="TH" style="line-height: 115%; font-family: 'CordiaUPC','sans-serif'; font-size: 16pt; mso-fareast-font-family: Calibri; mso-fareast-theme-font: minor-latin; mso-ansi-language: EN-US; mso-fareast-language: EN-US; mso-bidi-language: TH;"><font color="#000000"><span style="font-size: 14px;"><span style="font-family: arial,helvetica,sans-serif;"><img alt="" src="http://watbuddhapratub.myreadyweb.com/storage_upload/21/102102/uploads/images/9.jpg" style="width: 448px; height: 306px;" /></span></span></font></span><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;"><br /> &nbsp;</div> <div style="text-align: center;">&nbsp;</div> Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700 ตำนานพุทธประทับ http://watbuddhapratub.com/article/topic-54998.html <strong>1. เจ้าแม่สุชาดา</strong><br /> เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริงที่ผมและคณะ ได้ประสบพบด้วยตนเอง เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2553 จากการที่ผมโชคดีได้ตึกแถวห้องหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนนวงศ์สว่าง ทางไปสะพานพระราม7 มาในราคาถูก จากนั้นผมก็ได้พบกับเจ้าที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถานที่แห่งนั้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1 ปู่ฤาษีแสงเพ็ชร<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2 เจ้าแม่ตะเคียนทอง 2 ท่าน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3 พระภูมิเจ้าที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 4 เรือโบราณซึ่งมีแม่ย่านางสิงสถิตอยู่ (ในเรือมาดเจ้านายทำด้วยไม้ตะเคียนทอง)<br /> ประวัติคร่าวๆ ผมเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวเพราะมีภารกิจมากอยู่แล้ว แต่เชื่อในบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรม และขอได้โปรดอย่าค้นหาว่าผมเป็นใครเพราะชอบอยู่สงบๆ ครับ ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นเนื่องจากมีคนบอกว่าควรเขียนขึ้นและผมก็เริ่มเห็นดีด้วย เพราะเป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่อาจนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจกันได้บ้าง นิสัยและทัศนคติโดยทั่วไปผมมีแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์ ขี้สงสัย ไม่ค่อยเชื่อถืออะไรง่ายๆ อยู่แล้ว เพราะแม้จะมีคนที่มี ยศศักดิ์ วรรณะ ผิวพรรณสูง มาพูดให้ฟังสารพัดเรื่อง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เป็นต้น ผมก็ยังต้องคิดพิจารณาไตร่ตรองดูก่อนจึงค่อยเออ ออเห็นด้วย แต่โดยนิสัยส่วนตัวก็ไม่ค่อยซักค้านใครยกเว้นเห็นว่าหลงทางจริงๆ ดังนั้นเมื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาปรากฏให้เห็นหลายๆ ครั้ง ก็ต้องมีกระบวนการพิสูจน์กันก่อน จนมากพอสมควรที่สภาพจิตใจของผมจะเริ่มยอมรับได้ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเราไม่ได้หลงละเมอเพ้อพกไปเองแต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นท่านแต่ประการใด เมื่อผมยอมรับสิ่งใดแล้วก็จะเกรงใจและไม่ดื้อรั้น เมื่อเห็นว่าภารกิจใดควรกระทำก็จะช่วยทำให้แต่ก็ต้องมีการต่อรองและเจรจากันบ้างตามสมควรแก่ความสามารถที่ผมมีอยู่ เมื่อตกลงกันได้แล้ว สัจจะก็เป็นสัจจะ ไม่โลเล ยกเว้นสุดวิสัยจริงๆ ที่ต้องเล่านิสัยตนเองก่อนก็เพื่อให้ท่านได้รู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร และเมื่ออ่านเรื่องนี้แล้วก็ไม่ต้องเชื่อ ให้ไปพิสูจน์กันดูด้วยตนเอง ตามแนวทาง ทาน ศีล ภาวนา แต่ต้องทำให้ถึงขั้นจริงๆ โดยเฉพาะการภาวนา<br /> ขอกลับเข้าเรื่องอีกครั้ง ท่านแม่ย่านางเรือท่านบอกว่าตัวท่านเองชื่อเจ้าแม่สุชาดาเทวี เป็นบุตรี ออกญาพิชัยสงคราม ขุนนางผู้ใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา และในสมัยหนึ่งท่านเคยเกิดในยุคใกล้ๆ เจ้าแม่จามเทวี และท่านมีกรรมอยู่จึงต้องมาประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิตในแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะอายุได้ 21 ปี แต่ด้วยวิญญาณของท่านผูกพันกับเรือประจำตัว ซึ่งเป็นเรือมาด 2 ที่นั่ง คือมีคนพายเบื้องท้ายเรือ 1 คน และเจ้านายนั่งหน้าอีกหนึ่งคน (ถ้ามีแขกมาด้วยก็ต้องนั่งเบียดกันข้างหน้ากับตัวท่าน แต่ถึงอย่างไรเรือนี้ก็นั่งได้ไม่เกิน 3 คน รวมบ่าวไพร่ที่พายเรือด้านหลังหนึ่งคนด้วย)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากเรื่องของแม่ย่านางเรือ ทำให้ข้าพเจ้าสงสัยว่า เอ๊ะเราเพี้ยนไปหรือเปล่านี่ ทุกเรื่องต้องมีการพิสูจน์กันหน่อยละครับ ผมก็เลยเปิด Google หาชื่อ ออกญาพิชัยสงคราม ปรากฏว่ามีจริงเป็นตำแหน่งพระพิชัยสงครามเจ้ากรมฝ่ายซ้าย ศักดินา 5,000 ไร่ เอาละสิ ผมเริ่มรู้สึกหนักใจขึ้นมาแล้ว<br /> จากนั้นผมก็ลองเปิด Google หาชื่อเจ้าแม่สุชาดาเทวีดู ในครั้งแรกผมก็นึกว่าเป็นนางสุชาดาที่ถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ปรากฏว่าพอเปิดกูเกิลดูก็พบว่ามีชื่อเจ้าแม่สุชาดาจริงแต่ไม่มีคำว่าเทวีต่อท้าย ซึ่งตามประวัติเล่าว่าอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 1100-1300 (ผมขออนุญาตเขียนกว้างๆ เพราะมีภารกิจมากจะรีบทำให้เสร็จวันหลังถ้าว่างจะมาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ครับ) และเจ้าแม่สุชาดาท่านก็อยู่ในยุคสมัยใกล้เคียงกับเจ้าแม่จามเทวีจริง เอาละสิ ผมยิ่งรู้สึกหนักใจขึ้นไปอีก เพราะตัวผมเองก็ไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์ภาคเหนือลึกซึ้งขนาดนี้ ส่วนใหญ่ก็รู้จักแต่ พ่อขุนรามคำแหง พ่อขุนบางกลางท่าว และพ่อขุนเม็งราย เป็นต้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ความสงสัยและหนักใจ ทำให้ผมต้องอ่านประวัติเจ้าแม่สุชาดาโดยละเอียดว่าเป็นมาอย่างไร ก็ได้ใจความสรุปสั้นๆ ว่า ท่านเป็นหญิงชาวบ้านในเขลางค์นครหรือลำปางในยุคโบราณมาก มีอยู่วันหนึ่งท่านก็เอาแตงโมไปถวายพระเถระรูปหนึ่ง ซึ่งมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดใกล้ๆ บ้านท่าน ปรากฏว่าพระเถระรูปนั้นผ่าแตงโมออกก็พบหินหยกหรือมรกตอยู่ภายในแตงโม พระท่านจึงตั้งใจว่าจะแกะสลักเป็นพระพุทธรูปแต่แกะสลักไม่ได้เพราะหินนั้นแข็งมาก ก็พอดีมีชายชราคนหนึ่งเดินผ่านมาและพูดว่าพอมีความรู้ด้านการแกะสลักอยู่บ้าง อาจช่วยท่านแกะสลักได้ พระท่านจึงเดินกลับไปหยิบเครื่องมือแกะสลักมาอีกชุดหนึ่งเพื่อช่วยกันแกะสลักให้สำเร็จ แต่พอกลับมาถึงที่หินมรกตนั้นก็ปรากฏพระพุทธรูปสีเขียวขึ้นแทนที่ และชายชราผู้นั้นก็หายไป ต่อมาเรื่องดังกล่าวก็ได้เล่าลือกันออกไปและได้มีลาภสักการะเข้ามายังวัดและพระเถระท่านอย่างมากมาย และก่อให้เกิดการใส่ความกันขึ้นว่าพระเถระท่านและนางสุชาดาได้กระทำสิ่งที่ไม่ดีงามขึ้น ทางเจ้าเมืองในขณะนั้นก็หูเบามิได้ไตร่สวนความโดยรอบคอบ ได้ตัดสินให้ประหารชีวิตนางสุชาดาเสีย แต่ในขณะจะประหารนั้น นางสุชาดาได้อธิษฐานว่าถ้านางไม่ได้กระทำความผิดแล้วขอให้โลหิตของนางไม่ไหลลงสู่พื้นดิน เมื่อเพชฌฆาตตัดศีรษะนางแล้ว พบว่าโลหิตของนางสุชาดาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ตกสู่พื้นดิน เพชฌฆาตก็ตกใจและรีบไปแจ้งข่าวแก่เจ้าเมือง เมื่อท่านเจ้าเมืองได้ฟังข่าวนี้แล้วก็เสียใจและหัวใจวายตายทันที ต่อมาจึงได้มีการสร้างวัดพระแก้วดอนเต้าขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เรื่องนี้ (คำว่าเต้าแปลว่าแตงโม ส่วนเนื้อความโดยละเอียดโปรดหาอ่านในอินเตอร์เน็ต)<br /> เอ! พออ่านเรื่องนี้จบ ผมก็เริ่มรู้สึกปวดหัว! แล้วนี่ท่านจะให้ผมรู้เรื่องเหล่านี้ไปทำไมกัน มีความต้องการอะไรหรือเปล่านี่ ผมเริ่มคิดแบบอินเดียนาโจนแล้วละครับ ต่อมาผมก็เอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่ๆ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามเช่นกัน บางท่านก็เตือนว่า อย่าไปหลงมาก กลับมาสู่โลกปัจจุบันได้แล้ว และอย่าเอาไปเล่าให้ใครฟังเดี๋ยวจะหาว่า บ้า ซึ่งขอบอกตามตรงว่าตัวผมเองก็รู้สึก งง งง อยู่เหมือนกัน เริ่มคิดแบบคนกลัวๆ หน่อยๆ และเริ่มเชื่อขึ้นมาบ้างแล้วว่า แล้วนี่ท่านจะให้ลูกช้างรู้เรื่องเหล่านี้ไปทำไมกัน พูดกันตรงๆ เลยก็คือ พยายามลืมๆ แล้วกลับมาทำงานตามปกติ ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ปรากฏว่าผมพยายามจะลืมแต่ก็ลืมไม่ได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบค้นคว้าอะไรให้ลึกซึ้ง จะรู้อะไรต้องรู้ให้ชัดแจ่มแจ้งแดงแจ๋ไปเลย หรือว่าผมถูกดลใจด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ทราบได้ แต่แน่นอนผมก็พยายามตั้งสติให้เข้ม เข้ม ไว้ ต่อมาคืนหนึ่งก่อนนอนผมก็สวดมนต์ไหว้พระตามปกติและนั่งสมาธิสักพักหนึ่ง ก็ปรากฏว่าได้เห็นรูปร่างปู่ฤาษีแสงเพ็ชร เจ้าแม่ตะเคียนทอง และต่อมาก็เห็นเจ้าแม่สุชาดาชัดเจนมาก จึงต้องไปเปิดดูอินเตอร์เน็ตในวันรุ่งขึ้นอีก ซึ่งก็พบว่ารูปในอินเตอร์เน็ตของเจ้าแม่สุชาดาหรือรูปของหญิงชาวเหนือในยุคโบราญในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเจ้าแม่จามเทวีนั้น ใกล้เคียงกับภาพที่ผมได้เห็นทางจิตอย่างมาก จึงทำให้ผมรู้สึกลำบากใจเพิ่มขึ้นไปอีก และเจ้าแม่สุชาดาท่านก็บอกว่าวิญญาณท่านที่อยู่ในเรือแม่ย่านางลำบากและอึดอัดมากเพราะถูกฝังอยู่ใต้ดินและใต้บ้านอยู่อาศัย ซึ่งจะนำขึ้นมาก็ไม่สะดวกและลำบาก ที่ท่านต้องอยู่ในเรือนั้นก็เพราะกรรมเก่าของท่านเอง และขณะนี้ท่านก็เริ่มหมดกรรมแล้วจึงมีคนเริ่มเห็นท่านได้ และก็ขอให้ผมช่วยทำเรือจำลองขึ้นและเชิญท่านขึ้นศาลที จะได้มีความสุขมากขึ้น เพราะตัวท่านเองต้องลำบากมากเมื่อถูกฝังอยู่ใต้ดิน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับตัวผมเองก็ได้นั่งใคร่ครวญตรึกตรองอยู่ 2-3 วัน ว่าจะทำดีหรือไม่ ปรากฏว่าเจ้าแม่สุชาดาท่านก็ได้ทำให้ผมได้เห็นภาพเรือ ลักษณะเรือ และใบหน้าของท่านชัดมาก ติดตาอยู่ตลอดเวลา 2-3 วัน ในที่สุดด้วยความเกรงใจ ผมเลยต้องตัดสินใจว่าจะทำเรือจำลองให้ท่าน จึงลองค้นหารูปเรือ แบบเรือ และร้านค้า หรือช่างที่จะทำเรือจำลองให้ท่าน ในที่สุดก็ได้ติดต่อช่างทำเรือโอท๊อปที่วังน้อย อยุธยา และได้ไปสั่งทำเรือขึ้น โดยขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่เรือก็ยังทำไม่เสร็จครับ เพราะนัดปลายเดือนกรกฎาคม 2553<br /> หมายเหตุ: เรื่องการรับเรือนี้ ในท้ายที่สุด ผม พี่จักร และพี่เชิด ได้แวะรับเรือจำลองของเจ้าแม่สุชาดาจากคุณพิพัฒน์ รื่นสาด ช่างทำเรือที่วังน้อย อยุธยา ในเย็นวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม 2553 ในระหว่างเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ หลังจากได้ไปทำภารกิจชำระเงินค่าที่ดินเพื่อสร้างวัดพุทธประทับจำนวน 15 ไร่ รวมทั้งการทำพิธีบวงสรวงเทพยดาและบรมครูปู่ฤาษี 108 ที่ยอดเขาม่อนป่าซางเสร็จแล้ว<br /> เรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจคือ ในระหว่างที่คณะของเราซึ่งมี 3 คน คือ พี่จักร หมอเชิด และผมกำลังเดินทางกลับจากลำปางครั้งที่ 2 นี้ เมื่อเราได้เดินทางมาถึงเขตก่อนจะถึงวังน้อยเพียง 30 นาที ขณะที่แวะเติมน้ำมันที่ปั๊มแห่งหนึ่งอยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์เข้ามือถือผม พอรับสายก็ทราบว่าเป็นสายจากคุณพิพัฒน์ ช่างทำเรือจำลองของเจ้าแม่สุชาดา บอกให้ผมไปรับเรือของเจ้าแม่ได้แล้ว ผมจึงถามคุณพิพัฒน์ว่า จะไปรับเรือเดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ เพราะผมพึ่งกลับจากลำปางและขับรถใกล้ถึงวังน้อยแล้ว ซึ่งได้รับคำตอบกลับมาว่าได้เลยครับ<br /> ต่อมาผมได้ทบทวนและวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาตลอด 1 ปี ในขณะที่กำลังปรับปรุงหนังสือเล่มนี้ (ในวันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2554) ก็สรุปได้ว่า การทำงานกับเทวดาอาจง่ายกว่าทำงานกับมนุษย์ เพราะท่านทำงานเป็นระบบและจะไม่ให้เราลำบากเกินไป<br /> <br /> <strong>2. เดินทางไปพิสูจน์ที่ลำปาง</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นกับผมก็ยังไม่จบ เพราะเจ้าตัวความอยากรู้อยากเห็นของผมยังมีอยู่ ทำให้สงสัยอย่างหนักว่า ทำไมเจ้าแม่สุชาดาจึงต้องมาให้ผมช่วยสร้างเรือจำลองให้ท่านและเชิญท่านขึ้นศาล ผมจึงตัดสินใจว่าจะหาโอกาสเดินทางไปไหว้เจ้าแม่สุชาดา และเจ้าแม่จามเทวี สักครั้งหนึ่ง เพื่อไปศึกษาประวัติของท่านในสถานที่จริง และเชื่อว่าถ้าได้ไปพบท่านก็จะได้รับรู้ความจริงเพิ่มขึ้นอีก บังเอิญจริงๆ ว่าขณะที่ไปสั่งทำเรือจำลองที่วังน้อย อยุธยานั้น พี่เขยคนหนึ่งที่ชื่อหมอเชิดบอกผมว่า ตัวเขากำลังจะไปลำปางและเชียงใหม่กับทีมแพทย์แผนโบราณพอดี และชวนผมติดรถไปด้วย ซึ่งผมก็ตอบตกลงในทันที และพี่เขยผมก็ได้เล่าถึงเรื่องเจ้าพ่อข้อมือเหล็กซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือกันมากของชาวลำปางโดยเฉพาะที่อำเภอแม่ทะ ซึ่งท่านจะช่วยเหลือมนุษย์ด้วยการประทับร่างทรงชายคนหนึ่งที่มีอายุประมาณ 55-65 ปี ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านป่าตัน ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง และมีศาลของท่านตั้งอยู่ใกล้สะพานริมลำน้ำจางหลังตลาดบ้านป่าตัน เมื่อได้ฟังเรื่องของเจ้าพ่อท่านจากพี่เขยแล้วก็ทำให้ผมเกิดความสนใจว่าเจ้าพ่อข้อมือเหล็กท่านพูดถูกทุกเรื่องเหมือนตาเห็น จนกระทั่งตัวพี่เขยเองซึ่งไม่เคยเชื่อถือสิ่งที่มองไม่เห็นมาก่อนต้องยอมแพ้ และตัดสินใจหาวัดเพื่อบวช 1 พรรษา ภายใน 7 วัน ดังนั้นเรื่องที่ผมกำลังสงสัยอยู่นี้ ก็จะไปกราบเรียนถามจากเจ้าพ่อข้อมือเหล็กด้วย เพราะผมต้องการจะรู้ว่าเรื่องที่ได้เห็นนั้นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วผมเกี่ยวพันกับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร และผมควรจะทำอย่างไรต่อไป เพราะผมกลัวว่าจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ทั้งหมด<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอตัดตอนไปยังเช้าวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553 ผมเริ่มออกจากบ้านเวลา 6.50 น. ไปที่แฟลตหมอเชิดพี่เขยผม เพื่อจะรอคอยหมอโตแพทย์แผนโบราณเพื่อนพี่เขยให้ขับรถมารับ ปรากฏว่าหมอโตขับรถมารับผมและพี่เขยประมาณ 8.45 น. เพื่อเดินทางไปขึ้นรถพี่จักรอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งเกษียณมาได้ 2-3 ปีแล้ว เมื่อไปถึงบ้านพี่จักรก็ราวๆ 10 โมงเช้า เราทั้งคณะ 4 คน พี่จักร พี่เชิด หมอโต และผม ได้เดินทางด้วยรถ CRV สีขาว ไปยังลำปาง โดยภารกิจของคณะที่เป็นเป้าหมายหลักแต่แรกก็คือ หมอโตต้องการไปรักษาคนไข้ที่เชียงใหม่ ขณะที่พี่จักรซึ่งกำลังเรียนแพทย์แผนโบราณอยู่และได้รับการรักษาจากหมอโตอยู่ต้องการเดินทางไปดูการรักษาด้วยวิธีแผนโบราณด้วย และพี่เชิดก็ต้องการกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ที่ลำปางด้วยเช่นกัน ขณะที่ผมเองก็เดินทางไปด้วยภารกิจส่วนตัวที่รู้สึก งง งง แต่ด้วยความเกรงใจว่าผมมาขออาศัยรถเขาเดินทางฟรีๆ ไม่รู้จะทำคุณประโยชน์อะไรให้เขา ก็เลยตัดสินใจเล่าเรื่องที่ไม่รู้ว่าควรเล่าหรือเปล่าให้พี่จักรและคณะฟัง แต่ในใจก็คิดกังวลอยู่บ้างว่า แล้วเขาจะคิดว่าเราบ้าหรือเปล่านี่ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าไม่เป็นไรเราคงไม่เจอกันบ่อย ถ้าผมทำภารกิจเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปก็แล้วกัน แต่ในใจก็รู้อยู่ว่าเราเล่าเรื่องจริง จากประสบการณ์จริงทั้งนั้น<br /> <br /> <strong>3. การเข้าฌาณครั้งแรกและการออกกรรม</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อล้อรถ CRV เริ่มหมุนออกจากบ้านพี่จักรที่ติวานนท์ ผมก็เริ่มเล่าเรื่องยาว ตั้งแต่ต้นปี 2536 ที่ผมเริ่มเข้าฌาณได้เป็นครั้งแรกที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และพบว่าภาวะปิติจากการเข้าฌาณได้นั้นเป็นความสุขใจยิ่งนัก ไม่มีความสุขใดบนโลกนี้เสมอเหมือน จึงมั่นใจว่าพระพุทธเจ้ามีจริง จากนั้นจึงได้ตัดสินใจลาบวช 4 เดือน เพื่อศึกษาธรรมให้ลึกซึ้งขึ้น และตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมแบบถวายชีวิตตายเป็นตายเพราะท่านอาจารย์สมโชคเคยสอนไว้ และผมเคยอ่านหนังสือมาบ้างว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องจริงต้องใจเด็ดมากๆ โดยผมตัดสินใจบวชแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะต้องการแก่นธรรมจริงๆ โดยได้เดินทางด้วยรถไฟมุ่งสู่พัทลุงคนเดียวตามลำพังในเย็นวันหนึ่ง ที่ผมเลือกวัดภาคใต้เพราะผมชอบต้นไม้เขียวๆ และความสงบของป่า ชอบความมืด และรู้ว่าน่าจะคุ้นเคยกับอาหารใต้มากกว่าอาหารอีสาน ผมไปพัทลุงเป็นครั้งแรกในชีวิตและเดินทางคนเดียว ไม่เคยรู้จักใครที่นั่นมาก่อนและรู้สึกปลอดโปร่ง ดีใจว่าจะได้ไปพิสูจน์และเรียนรู้ความจริงเกี่ยวพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น ผมไม่มีความกังวลใดๆ เพราะตกลงกับภรรยาที่บ้านแล้วว่า ขอเวลาส่วนตัวจริงๆ สี่เดือน ผมจะลืมทุกอย่าง ไม่มีใคร ไม่มีห่วง คนเดียวเท่านั้น ถ้าจำไม่ผิดรถไฟออกจากหัวลำโพงประมาณหกโมงเย็น เพื่อมุ่งสู่วัดถ้ำสุมะโน พัทลุง ซึ่งท่านพระอาจารย์เดช สุมะโน เป็นเจ้าสำนักสงฆ์ พอไปถึงวัดผมก็เริ่มฝึกทันทีเพราะปลอดภาระสิ้นเชิงแล้ว โดยผมฝึกกสินไฟแบบตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งหลับและตื่น จนสว่างไปทั้งตัว เดินไปไหนมาไหนก็เห็นแต่ไฟในกสิน สติแก่กล้าจนขนาดใบไม้หล่นบนกุฏิยังรู้<br /> หลังจากผมบวชผ่านไปได้ประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง ก็มีพระอาจารย์ประยูรลูกศิษย์หลวงปู่คง วัดเขาสมโภชน์ ลพบุรี มาสอนวิธีออกกรรม (ให้พิมพ์ในกูเกิลว่า วัดเขาสมโภชน์ ก็จะพบเรื่องวิธีฝึกกรรมฐานธรรมะเปิดโลก ฉบับวัดเขาสมโภชน์ ซึ่งผมพึ่งจะเจอเรื่องนี้ในอินเตอร์เน็ต ในวันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 หลังจากย้อนกลับมาตรวจทานการเขียนตำนานวัดพุทธประทับให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อพบแล้วก็ตกใจว่า ถ้าเมื่อปี 2536 ผมมีอินเตอร์เน็ตใช้ ก็คงไม่ต้องเที่ยวเดินทางตามพิสูจน์ความจริงเสียเกือบครึ่งประเทศ)<br /> ผมขณะที่เป็นพระกำลังสนใจเรียนรู้เรื่องกรรมฐานอย่างมาก จึงถามพระอาจารย์ประยูรว่า การออกกรรมนั้นจะมีประโยชน์อะไรบ้าง ท่านอาจารย์ประยูรได้ตอบว่าจะช่วยให้เข้าสมาธิได้เร็ว และให้ผมเล่าเรื่องการฝึกกรรมฐานที่เคยทำมา ซึ่งผมได้เล่าว่าเคยเข้าฌาณได้ที่ศูนย์เยาวชน โดยพบว่าตัวเองตัวใหญ่โตเหมือนยักษ์ แข็งเหมือนหิน ใหญ่กว่าศูนย์เยาวชนเสียอีก ซึ่งในขณะนั้นผมเพ่งดวงกลมสีขาวห่างจากหน้าผากประมาณหนึ่งคืบ ซึ่งวูบเดียวก็เข้าฌาณได้ จึงมั่นใจว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นเรื่องจริงจึงตัดสินใจลาบวชทันที และความที่เป็นข้าราชการลาบวชได้เพียง 4 เดือน จึงเลือกวัดป่าและต้องการฝึกแบบเข้มข้น เพราะมีเวลาน้อยแค่สี่เดือน ที่จะละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พอเริ่มพิธีออกกรรมพระอาจารย์ประยูรก็บอกให้ผู้เข้าร่วมพิธีประมาณ 50-80 คน มีทั้งพระ และฆราวาสที่มาถือศีลที่วัดในขณะนั้น ให้ว่าคาถาตามซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าอะไร แต่ให้ว่าคาถาเร็วๆ ถี่ๆ แรงๆ ปรากฏว่าพอผมในขณะที่เป็นพระอยู่นั้นทำตามพระอาจารย์ประยูรท่านสอน ก็พบว่าผมเห็นตัวเองกลายเป็นนกกระเรียนบินกระพือปีก พรึบๆๆๆ พร้อมกับต้องทำท่าทางนกไปด้วยโดยบังคับควบคุมตนเองไม่ได้ จากนั้นก็กลายเป็นลิงตีลังกากลับหัวขณะนุ่งจีวรพระ ต่อมาก็เห็นตัวเองในอดีตชาติเป็นจอมอสูรเลือดเต็มปากจับสัตว์ใหญ่สัตว์น้อยในป่ากินไปก็สงสารไปเพราะหิวมาก เห็นตัวเองเป็นพญามังกรขาวอาละวาดฆ่าคนตายทั้งเมืองด้วยน้ำท่วม แผ่นดินไหวต่างๆ เพราะคนองในฤทธิ์ที่มีจนเจ้าแม่กวนอิมท่านเสด็จมาปราบ และสอนจนผมรู้สำนึกในบาปและร้องไห้โฮ แม้แต่ขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้ผมก็ต้องน้ำตาไหลอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หรือว่าทำไมเราจึงบ้าขนาดนั้น หรือว่าเราเพี้ยนไป (ผมขออนุญาตตัดหลายตอนทิ้งไป เพราะไม่แน่ใจว่าควรเล่าหรือไม่ หรือมนุษย์ไม่ควรรู้)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากออกกรรมแล้วหิวมาก เหนื่อยมาก เพราะมีอาจารย์ผมในอดีตชาติมาประทับทรง แต่ความที่ผมเป็นพระทานอาหารยามวิกาลไม่ได้จึงต้องทานโอวัลตินถึง 7 ถ้วยแก้ว ซึ่งรู้สึกน่ากลัวจริงๆ เมื่อย้อนระลึกถึงวันนั้น และหลังจากวันนั้นผมจะปวดหัวมากๆ และเห็นสิ่งต่างๆ ตลอด แค่คิดแล้วนับ 1 2 3 ก็เห็นแล้ว เห็นอดีต อนาคต ของคนทุกคนที่อยากรู้ ซึ่งมันก็กึ่งสนุกกึ่งน่ากลัวกึ่งบ้า เห็นเลขหวย เห็นรุกขเทวดา นางไม้ มองทะลุถ้ำ ทะลุพื้นดิน เห็นพญานาค ทั้งหมดนี้เห็นหมด และก็ปวดหัวไปหมดด้วย ความที่เป็นนักวิทยาศาสตร์จึงคิดว่าเราเมาไนโตรเจนหรือเปล่า เพราะการออกกรรมด้วยการว่าคาถาถี่และเร็วนั้น จะทำให้ต้องหายใจถี่รัวด้วย จึงสูดอากาศเข้าไปมาก อาจทำให้เมาไนโตรเจนได้ และเคยรู้ว่าการเมาไนโตรเจนจะทำให้เห็นภาพหลอนได้ จึงสงสัยว่าตัวเราเองถ้าจะเจ็บป่วยแล้ว หรือว่าเป็นเรื่องจริงกันแน่ ซึ่งจะต้องพิสูจน์ แล้วจะพิสูจน์กันอย่างไร ผมก็ถามพระอาจารย์เดช ท่านก็อมยิ้มแล้วเฉยๆ ต่อมาท่านก็บอกว่าพระสายปฏิบัติทุกรูปจะต้องผ่านบทเรียนนี้ แต่ผมเองเร่งฝึกเร็วมากๆ จึงแรงไปหน่อย ท่านอาจารย์เดชตอบแค่นี้ ผมก็คิดว่าท่านตอบไม่ชัดเจน ยังไม่พอใจนัก ถ้าอย่างนั้น ผมจะต้องไปสอบถามจากพระท่านอื่นๆ ที่บวชนานๆ อายุมากๆ หลายๆ สิบพรรษา ดูให้รู้ชัดว่าความจริงเป็นอย่างไร<br /> <br /> <strong>4. พิสูจน์การออกกรรมและพระประเสริฐผู้เป็นกัลยาณมิตร</strong><br /> เมื่อผมยังคงมีความสงสัยในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองอย่างมากมาย ภายหลังผ่านประสบการณ์ออกกรรม ผมจึงได้ปรึกษาเพื่อนพระบางรูปที่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับความคิดของผมว่าต้องพิสูจน์กันให้ชัดเจน ในขณะนั้นมีเพื่อนพระรูปหนึ่งบวชมาได้ประมาณ 2-3 พรรษา คือพระประเสริฐท่านมาจากวัดเขาวังราชบุรี ซึ่งท่านได้ขอลาพระอาจารย์และท่านเจ้าอาวาสวัดเขาวัง เพื่อเดินทางออกธุดงค์เป็นครั้งแรก และได้แวะมาจำวัดที่วัดถ้ำสุมะโนได้ประมาณ 7 วันแล้ว โดยช่วงแรกที่ได้พบเจอท่าน ผมก็เห็นว่าท่านเป็นพระหนุ่มอายุอ่อนกว่าผม 3-5 ปี ท่านเป็นคนพูดคุยเก่งส่วนผมไม่ค่อยพูดคุยเพราะกำลังตั้งใจเพ่งกสินอยู่ตลอดเวลา ปรากฏว่าท่านมีความสนใจเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผมอย่างมากว่า เป็นอะไร จริงหรือเท็จ นอกจากนี้ผมได้มารู้จากท่านในภายหลังว่า ก่อนออกเดินทางจากวัดเขาวังท่านได้อธิษฐานไว้ว่าการเดินทางออกธุดงค์ในครั้งนี้ขอให้ได้พบเจอกับสิ่งมหัศจรรย์ ดังนั้นพระประเสริฐท่านจึงเฝ้าดูแลผมซึ่งมีอาการประหลาดๆ ด้วยความสนใจมาก ในที่สุดเมื่อผมตัดสินใจว่าจะต้องขอกราบลาท่านพระอาจารย์เดช เพื่อออกจากวัดถ้ำสุมะโนและเดินทางสอบถามพระที่ผมคิดว่าอาจให้ความกระจ่างในเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้รู้ชัดนั้น ผมก็คิดว่าพระประเสริฐท่านอาจจะอยากไปเป็นเพื่อนผม จึงได้สอบถามท่าน และขอให้ช่วยเดินทางไปพิสูจน์ด้วยกัน ซึ่งท่านก็ยินดี ทำให้ผมดีใจเพราะตัวผมเองเป็นพระบวชใหม่ถึงแม้จะมีอายุมากกว่าท่านหลายปี แต่ก็ไม่ค่อยรู้ซึ้งธรรมวินัยสงฆ์ จึงกลัวทำให้เสียสภาพสมณะรูป จะเป็นโลกวัชชะหรือเป็นที่เสื่อมเสียแก่สงฆ์ได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วันต่อมาผมและพระประเสริฐจึงได้ขออนุญาตท่านพระอาจารย์เดช สุมะโน ออกเดินทางค้นหาความจริง หลังจากออกเดินทางได้หลายวันแล้วท่านพระประเสริฐจากวัดเขาวังราชบุรี จึงได้เล่าให้ฟังว่าท่านได้ขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสวัดเขาวังเพื่อออกธุดงค์และได้อธิษฐานว่าขอให้ได้พบเจอกับสิ่งมหัศจรรย์เพื่อสร้างความมั่นใจในการบวชเป็นพระต่อไป ขณะที่ท่านได้มาเจอผมเป็นพระบวชใหม่ได้หนึ่งเดือนกว่าและมีอาการผิดปกติอยู่ ผมก็เล่าให้ท่านฟังว่าผมพึ่งได้ฌาณก่อนมาบวชไม่กี่วัน และตั้งใจบวชแบบถวายชีวิต ตั้งใจปฏิบัติ 4 เดือน แบบตายเป็นตายเพื่อบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเพราะการอธิษฐานของเราทั้งสองรูปหรือเปล่าจึงได้มาพบกันที่วัดถ้ำสุมะโน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมและพระประเสริฐได้เดินทางไปถามหลวงพ่อจำเนียรวัดถ้ำเสือที่กระบี่ก่อนเป็นที่แรก ปรากฏว่าหลวงพ่อจำเนียรมีลูกศิษย์กำลังเข้าหามาก ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร และผมเห็นคนมากก็ไม่กล้าถามด้วย จากนั้นผมและพระประเสริฐก็เดินทางหาวัดเก่าๆ มีพระแก่ๆ พรรษามากๆ ตลอดภาคใต้ ขึ้นเหนือ ตามวัดที่พระประเสริฐท่านรู้จัก ผมจะสอบถามเฉพาะพระที่อายุมากๆ บวชนานๆ ซึ่งหลายๆ ท่านก็บอกว่าเรื่องที่ผมพบเจอนั้น ท่านอ่านเจอในตำราและพระไตรปิฎก ตัวท่านเองยังไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ วินิจฉัยไม่ได้ ซึ่งผมก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านทุกท่านไว้ด้วย แน่นอนผมขี้สงสัยจึงไม่พอใจในคำตอบที่ได้รับ ต้องการค้นหาคำตอบต่อไป จึงเดินทางมาที่วัดพระอาจารย์ฮก ซึ่งจำไม่ได้ว่าอยู่ที่จังหวัดชุมพรหรือประจวบใกล้ชุมพร ซึ่งเป็นพระสายวัดเขาวัง ราชบุรี โดยท่านพระอาจารย์ฮกเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในขณะนั้น พระประเสริฐและผมก็เข้าไปกราบพระอาจารย์ฮกท่าน และขอจำวัด 1-2 วัน พร้อมกับได้เล่าเรื่องที่ผมได้พบเจอและเป็นมาให้ท่านอาจารย์ฮกฟัง ซึ่งท่านก็สนใจมาก แต่ก็บอกว่าท่านวินิจฉัยเรื่องนี้ไม่ได้ ให้ลองไปถามคนทรงดู และอธิบายว่าคนทรงคนนี้ปกติก็เป็นคนธรรมดาแต่พอเข้าทรงแล้วก็บอกได้ทุกเรื่อง และมองเห็นเจ้าที่ รวมถึงเมื่อเข้าทรงแล้วก็สามารถตั้งศาลเจ้าได้ แม้แต่ศาลที่วัดแห่งนี้คนทรงท่านนี้ก็เป็นคนทำพิธีตั้งให้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เรื่องหลายๆ เรื่องที่ผมเขียนขึ้นนี้ ผมจำไม่ค่อยได้แล้ว เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2536 ซึ่งผมไม่เคยคิดจะเขียนมาก่อนมีบันทึกไว้เล็กน้อยมาก จึงจำไม่ได้ว่า เราจำวัดหรือพักอยู่ที่วัดท่านพระอาจารย์ฮกกี่คืนกันแน่ หนึ่งคืนแล้วค่อยไปวันรุ่งขึ้นหรือเปล่า เมื่อเราไปหาคนทรงที่บ้าน เขาก็เกรงใจว่าเราเป็นพระมาสอบถามจึงเข้าทรงให้ทันที จากนั้นคนทรงก็บอกว่าตัวพระคือผมนั้นขยันมาก และเดินจงกรมจนฝ่าเท้าลอยจากพื้น ซึ่งพระอาวุโสที่บวชมา 20-30 พรรษา เห็นแล้วตกใจ จึงได้ออกมาเดินจงกรมบ้าง และบอกว่าการเดินจงกรมของผมนั้นยังพิจารณาไม่ถูกต้อง และชี้แนะว่าวิธีที่ถูกต้องคือให้พิจารณาเฉพาะครึ่งท่อนบนอย่ามัวไปกังวลเรื่องเท้าว่าจะเผลอไปเหยียบสัตว์อะไรเข้าเพราะถ้าเราไม่มีเจตนาก็ไม่เป็นบาป ซึ่งผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจชัดดีนัก เพราะผมปฏิบัติโดยการกำหนดจิตที่ฝ่าเท้าตลอดเวลาเดินจงกรมอยู่ จากนั้นผมซึ่งยังไม่ค่อยเชื่อก็ลองทดสอบคนทรงดูว่าแม่นจริงไหม โดยผมถามว่าท่านรู้ไหมว่าผมอยู่กุฏิหมายเลขเท่าใดขณะที่อยู่ที่วัดถ้ำสุมะโน คนทรงก็บอกถูกว่าผมอยู่กุฏิหมายเลข 6 ซึ่งก็ทำให้ผมเริ่มเชื่อว่าอาจแม่นจริงได้ จากนั้นผมก็ถามว่าเรื่องที่ผมรู้มาเห็นมาทั้งในอดีตและอนาคตจริงเท็จประการใด คนทรงท่านก็ตอบว่าเรื่องทั้งหมดนี้ถูกจารึกบนคัมภีร์สวรรค์ ผมถูกส่งลงมาทำงาน และถ้าไม่ทำงานก็จะถูกเชิญกลับ (หวังว่าท่านผู้อ่านคงเข้าใจคำตรงๆ ว่าคืออะไร ผมไม่อยากเขียนเพราะไม่น่าเขียนให้ตัวเอง) พอฟังแล้วความรู้สึกตรงๆ ขณะนั้นรู้สึกหนักใจ เพราะจะไม่เชื่อ คนทรงเขาก็รู้ว่าเราอยู่กุฏิหมายเลขอะไร แต่ก็รู้สึกว่าเหมือนจะขู่กันเหลือเกิน และภารกิจที่รับรู้มา ก็มากมายใหญ่โตมโหฬารนัก เกินกำลังคนอย่างผมซึ่งยังต้องดิ้นรนทำมาหากินตัวเป็นเกลียวก่อนมาบวช จึงพยายามลืม ๆ และลืม เรื่องที่รู้มา ให้ผ่านพ้นไปจากความทรงจำ จะได้อยู่อย่างสบายใจ แต่ก็คิดปลอบใจตัวเองว่า ตัวเรานี้ไม่ได้เบี้ยวงานนะครับ แต่ถ้าสวรรค์ท่านจะให้มาทำงานจริงก็ขอได้โปรดกำหนดเส้นทางมา พร้อมงบประมาณ และกำลังคนมาด้วย เพราะขณะนั้นและขณะนี้ตัวผมก็ยังเป็นคนตัวกระจ้อยร่อย จะไปทำอะไรได้ แต่ถ้าสวรรค์ท่านให้เส้นทางมาและตัวผมทำได้ก็จะช่วยทำให้นะครับ และผมก็พยายามลืมเรื่องทั้งหมดที่คนทรงบอกและผมก็รู้อยู่นั้นเสีย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แน่นอนคนช่างสงสัยอย่างผม จะต้องพิสูจน์ต่อไป พระประเสริฐและผมจึงไปแวะวัดมหาปวยหง ที่ทับสะแก จังหวัดประจวบฯ ท่านมหาปวยหงเป็นเจ้าอาวาสวัด ถ้าจำไม่ผิดในขณะนั้นออกพรรษาอยู่และท่านเป็นพระรูปเดียวในวัด เพราะพระที่มาบวชช่วงเข้าพรรษาได้ลาสึกเพื่อกลับไปทำงานหมดแล้ว (ผมเป็นพระที่บวชนอกพรรษาสี่เดือนตามระเบียบราชการ) วัดนี้อยู่ติดกับทะเลมีกุฏิเก่าๆ ทำด้วยไม้หลายหลังตั้งอยู่ริมทะเล ผมและพระประเสริฐก็ไปเลือกจำวัดที่กุฏิริมทะเลคนละหลัง พอวันรุ่งขึ้นออกบิณฑบาตหลังเห็นแสงทอง (ตามพระธรรมวินัย พระต้องออกบิณฑบาตเมื่อเห็นแสงทองพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น จึงจะไม่ต้องอาบัติ) เมื่อกลับมาฉันอาหารเสร็จ ผมก็ได้เล่าเรื่องที่นั่งกรรมฐาน เข้าฌาณ และออกกรรม รวมถึงคิดว่าอาจระลึกชาติได้ และเห็นภาพเงาอดีตและอนาคตต่างๆ ให้ท่านพระอาจารย์มหาปวยหงฟัง ท่านก็บอกว่าปกติท่านก็นั่งกรรมฐานเป็นประจำ แต่ไม่เคยเป็นแบบนี้ และมีพระบางรูปแข่งขันกันนั่งกรรมฐานและเป็นบ้าเสียสติไปก็มีดังตัวอย่างที่ท่านได้ยกขึ้นมาเล่าให้ฟังและก็อยู่แถวๆ วัดท่านด้วย พอได้ฟังท่านมหาปวยหงเล่าให้ฟังเท่านั้น ผมเองก็เริ่มเครียดขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ได้เชื่อท่านเต็มร้อยนัก เพราะตัวเราเองก็รู้ว่าบางอย่างที่รู้มาน่าจะจริง แต่ไม่ทั้งหมด จากนั้นผมก็บอกพระประเสริฐว่าต้องการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอบถามร่างทรงหลวงปู่แดงว่าความจริงเป็นอย่างไร และก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต่อไป<br /> <br /> <strong>5. เข้ากรุงเทพฯ และปรึกษาหลวงปู่แดงผ่านร่างทรง</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเดินทางถึงกรุงเทพฯ พระประเสริฐและผมก็ได้เดินทางไปวัดอภัยทายารามหรือวัดมะกอกแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และจำวัดอยู่ที่วัดมะกอก เพราะที่วัดนี้ท่านเจ้าอาวาสคือหลวงปู่หลอด ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจำชื่อท่านถูกต้องหรือไม่ ก็รู้จักกับทางวัดเขาวังราชบุรีดี และท่านเชื่อถือแนวทางการปฏิบัติของพระสายวัดเขาวังดี เมื่อไปถึงวัดมะกอกผมก็ได้โทรศัพท์บอกญาติและภรรยาว่า ผมมีปัญหาจากการฝึกกรรมฐานและไม่รู้ว่าเป็นอะไร ช่วยพาไปพบร่างทรงหลวงปู่แดงวัดเขาบันไดอิฐหน่อย (ซึ่งขณะนั้นคุณอาที่เป็นร่างทรงท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว) ซึ่งทางภรรยาผมก็สามารถนัดหมายท่านได้ในตอนเย็นวันนั้น (ที่จริงแล้วผมก็จำไม่ได้ชัดว่า ผมต้องนัดเองหรือเปล่า ท่านจึงได้ตอบตกลงว่าจะเข้าทรงให้) ระหว่างกลางวันมีเวลาเหลืออยู่ ผมจึงกลับไปบ้านแม่เพื่อจะขอขมาคุณแม่ผม เนื่องจากสิ่งที่ผมได้เห็นมาในระหว่างการฝึกกรรมฐานที่วัดถ้ำสุมะโนหลังจากออกกรรมแล้ว แต่ก่อนที่จะออกเดินทางพิสูจน์หาความจริงนั้น ผมได้พบว่ามีเทพหลายท่านได้ผ่านร่างผมตลอด และผมก็เห็นว่าตัวผมเองเป็นร่างกายที่มีสีดำครึ่งตัวและขาวครึ่งตัว แยกซีกซ้าย-ขวา ซึ่งแปลว่า กึ่งดี กึ่งชั่ว หรือทำบาปมาก็มาก ทำบุญมาก็มากเช่นกัน และผมก็ได้ถามว่าตัวเองทำผิดอะไรไว้บ้าง ได้มีภาวะจิตบอกว่าผมได้ทำผิดต่อพ่อแม่อย่างใหญ่หลวงเพราะไม่ให้เกียรติท่าน เนื่องจากคิดว่าเราเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง ฉลาด หาเงินได้เก่ง มีความสามารถมาก แต่ว่าระบบกรรมเวรเขาบอกว่า ถึงคุณจะเก่งอย่างไรแต่คุณก็อาศัยท่านเกิดเป็นมนุษย์ คุณเกิดได้จากเลือดเนื้อของพ่อและแม่ การดูหมิ่น โกรธเคืองท่านที่ทำให้คุณลำบากในชีวิต เป็นความผิดอย่างมหันต์ คุณเป็นลูกอกตัญญู เมื่อผลจากการนั่งกรรมฐานบอกว่าผมทำผิดมากๆ และผมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะภาพเก่าๆ ขึ้นมาให้เห็นหมด ชัดเจนมาก ทำให้ต้องยอมรับความจริง และต้องรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ได้เคยหลงผิด หลงโง่เขลาลำพองใจในอดีตคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนที่แน่นักหนา จึงต้องได้ประสบเคราะห์กรรมหลายครั้งในช่วงอดีตที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ผมอาจไม่จำเป็นต้องพบกับเคราะห์กรรมเหล่านั้นเลย ถ้าหากผมเป็นคนดีมีศีลธรรมมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอด ดังนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านแม่ที่กรุงเทพฯ ผมจึงขึ้นไปจุดธูปไหว้รูปคุณพ่อที่เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว บอกกับท่านว่าผมเสียใจ โง่เขลา อกตัญญู และบัดนี้ได้สำนึกผิดแล้ว ขอให้ท่านให้เมตตาให้อภัยด้วย และกลับลงมาขอขมาคุณแม่ท่านแต่ด้วยความที่ผมเป็นพระก็ งง งง ว่าจะขอขมาอย่างไรดี แต่จิตใจก็เสียใจจนน้ำตาไหลพรากในขณะนั้น แม้แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็พูดได้คำเดียวโง่มาก บาปมากๆ แต่ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าเมื่อสึกจากพระแล้วจะนำน้ำแช่ดอกมะลิมารองและชำระล้างเท้าของท่าน และกราบขอขมาคุณแม่ผม เมื่อบอกขอขมาคุณแม่เสร็จ ผมก็โทรศัพท์ตามญาติผู้พี่คนหนึ่งชื่อวันชัย เพราะรู้สึกสงสารเขาและเพื่อตอบแทนที่เขาเคยพาผมไปไหว้ร่างทรงหลวงปู่แดง เพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง ซึ่งผมต้องขอบคุณที่เขามีส่วนทำให้ผมได้รู้จักปฏิบัติธรรมและรู้จักบาปบุญคุณโทษ แต่ความที่เขาเป็นคนไม่ค่อยเคารพพ่อแม่เช่นเดียวกับผม เพราะเราสองคนเรียนเก่ง เชื่อมั่นในตนเองสูง และคิดแบบวิทยาศาสตร์ไปหมด คือถ้าคิดว่าถูกก็ว่าไปตามถูก และถ้าคิดว่าผิดก็ว่าไปตามผิด (โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นอาจหลงผิดแต่แรก) โดยพวกเราจะไม่สนใจว่าคนๆ นั้น จะเป็นใครก็ตาม และมักจะไม่ค่อยมีสัมมาคารวะด้วย เพราะถือว่าคนทุกคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน พูดง่ายๆ คือ ญาติผมคนนี้และผมคิดแบบฝรั่งจ๋าและประชาธิปไตยเต็มที่ โดยทั่วไปก่อนหน้านั้นผมจะมองเห็นว่าการไหว้เจ้าเป็นเรื่องไร้สาระน่าเบื่อหน่าย เป็นพิธีกรรมเพื่อสร้างความยึดเหนี่ยวในวงศ์ตระกูล เป็นเรื่องงมงายของคนจีนโบราณเช่นที่พ่อแม่ผมเป็นอยู่ เป็นเรื่องที่คร่ำครึ และผมก็เคยถามว่าทำไมเรายังต้องไหว้พระจันทร์กันอยู่ ทั้งๆ ที่ นีล อาร์มสตรอง ได้ไปเหยียบดวงจันทร์แล้ว เป็นต้น ซึ่งผลจากการฝึกกรรมฐานและการออกกรรมทำให้ผมได้รู้ว่า ตัวผมเองได้หลงเข้าใจผิดไปอย่างแรง (เพราะพึ่งจะได้รับรู้ว่าสิ่งที่ตามนุษย์มองไม่เห็นนั้นมีอยู่มากมาย และสิ่งที่หูของมนุษย์ไม่ได้ยินนั้นก็มีอยู่มากมายนัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเชื่อถือหรือไม่ก็แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล แต่ถ้าท่านได้ไปถามคนอายุมากๆ แล้วละก็ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะกล้าปฏิเสธแรงๆ เพราะเป็นไปตามบทสวดบูชาพระธรรมที่ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัปโพ วิญญูหีติ)<br /> เมื่อญาติที่ชื่อพี่วันชัยได้มาพบผมที่บ้านของคุณแม่ผมซึ่งเป็นป้าของเขา ผมก็ได้พยายามชี้แจงและเตือนเขาว่าระหว่างการบวชครั้งนี้ ผมได้พบได้เจออะไรมาบ้าง และขอให้เขาเลิกพฤติกรรมผิดๆ ที่เราทั้งสองคนเคยคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องนั้นเสีย เพราะพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ลูกๆ ไม่มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ท่าน พ่อแม่เป็นผู้ที่ลูกต้องเคารพบูชา ไม่ว่าท่านจะทำอะไรลูกก็ตำหนิท่านไม่ได้ เพราะเป็นข้อยกเว้นของระบบเวรกรรม และผลของกรรมที่ลูกคิดไม่ดีพูดไม่ดีต่อพ่อแม่นั้น มันเป็นกรรมที่แรงมาก เมื่อฝึกกรรมฐานระดับลึก ผมเชื่อว่าทุกคนจะต้องสอบผ่านข้อสอบนี้ ถ้าใครเคยทำผิดเรื่องนี้มาก่อนหรือถ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่ยอมรับความจริงก็จะสอบตกฝึกกรรมฐานต่อไปไม่ได้ ทางแก้ไขคือต้องสารภาพบาป ต้องขอขมาอภัย และจะต้องไม่ทำผิดอีก โดยผลของกรรมที่กระทำต่อพ่อแม่ ถ้ายังติดค้างอยู่โดยไม่แก้ไขจะทำให้คนผู้นั้นต้องประสบปัญหาตลอดชีวิต มีแต่คนรังเกียจ ทำดีก็ไม่ขึ้น ความชั่วที่ไม่ได้ทำก็จะได้รับ ถึงแม้ว่าจะเป็นการลบหลู่ที่เก็บไว้ในใจและไม่ได้แสดงออกก็ตามก็ยังมีบาปมาก เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเศร้าใจและน่ากลัวจริงๆ บาปในจิตใจคนเรานี่นะ<br /> ผมยังได้เล่าให้พี่วันชัยฟังอีกว่าผมได้พบเจอกับอะไรมาบ้าง ขณะอยู่ที่วัดถ้ำสุมะโน หลังจากการออกกรรมในครั้งนั้น ผมจะมีความรู้สึกว่ามีวิญญาณหรือเทพเจ้าต่างๆ ผ่านร่างผมอยู่ตลอดเวลา เช่น พญานาค ก็จะรู้สึกเหมือนตัวเราคล้ายงู พญาช้างเผือกก็จะรู้สึกเหมือนตัวเราคล้ายมีงวงที่หน้า พญาครุฑก็จะเหมือนมีปากนกขนาดใหญ่ที่หน้า เป็นต้น เราก็สงสัยว่าทำไมชอบมาผ่านร่างของเรา ทำไมๆๆ ซึ่งเขาก็บอกว่าร่างเราบริสุทธิ์หายาก การผ่านร่างนี้เป็นการสร้างบารมีให้เขา เราก็บอกว่าเราเหนื่อยมากนะ เวลาเขามาผ่านร่างของเรา เขาก็อ้างว่าเป็นข้อตกลงอะไรประมาณนี้แหละ ในขณะนั้นพี่วันชัยเขาก็อุตส่าห์มานั่งฟังผมเล่าเรื่องต่างๆ ซึ่งผมก็คิดว่าเขาคงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเรื่องที่เล่ามานั้นตัวผมมองเห็นและรู้สึกได้เพียงคนเดียว แต่ตัวเขามองไม่เห็นและไม่ได้รู้สึกด้วย ผมจึงกลัวว่าเขาจะไม่เชื่อก็เลยตัดสินใจขอให้หลวงปู่แดงช่วยพิสูจน์ให้ดู โดยผมได้พนมมือและกำหนดจิตขอให้หลวงปู่แดงแสดงปาฏิหาริย์ด้วย พอพูดยังไม่ทันขาดคำไฟฟ้าในบ้านและอาจจะทั้งซอยก็ดับพรึบทันที เอาละสิเขาก็เริ่มงงกันบ้างหละ และพูดว่ายิ่งกว่าการไฟฟ้ามาเอง เพราะจะโทรสั่งให้ดับไฟฟ้าที่ไหนยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาที เออลืมบอกไปว่าเขาเรียนเก่งมาก เคยได้เหรียญทองวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จากเทคโนพระนครเหนือด้วย ผลที่สุดหลังจากคุยกันวันนั้นเขาก็กลับบ้านด้วยความงง งง<br /> ในเย็นวันนั้น พระประเสริฐ ผม ภรรยา และพี่สาวผมซึ่งคิดว่าผมคงกู่ไม่กลับแล้ว ก็เดินทางไปตำหนักหลวงปู่แดงวัดเขาบันไดอิฐในคืนนั้น โดยตำหนักอยู่ในซอยแห่งหนึ่งบนถนนลาดพร้าว ถ้าเข้าจากปากทางด้านเซ็นทรัลลาดพร้าวจะอยู่ทางขวามือ คาดว่าอยู่ระหว่างซอย 10-20 ซึ่งต้องขอกราบขอบพระคุณหลวงปู่แดงและคุณอาเจ้าของร่างทรงที่ได้เมตตาไว้ด้วยครับ โดยญาติที่ชื่อวันชัยได้เคยพาผมมาปรึกษาปัญหากับหลวงปู่แดงได้หลายปีแล้ว และผมก็เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะมีหลายๆ เรื่องที่ท่านเห็นจริง จนเราอาย และต้องนับถือท่าน ดังนั้นเมื่อผมไม่รู้ว่าจะถามใครแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม จึงต้องมาปรึกษาหลวงปู่แดงที่ผมเคารพ เมื่อได้พบกับคุณอาที่เป็นร่างทรง และเล่าเรื่องให้ท่านฟัง ท่านก็เข้าใจปัญหาดี และเมตตาเชิญหลวงปู่แดงเข้าประทับทรงทันทีทั้งๆ ที่ วันนั้นไม่ใช่วันที่จะเชิญประทับทรงประจำสัปดาห์ (ตามปกติหลวงปู่แดงจะประทับทรงทุกวันพฤหัสบดี ยกเว้นวันพระ) ตัวผมด้วยความกลัวว่าภรรยาและญาติจะหาว่าบ้า ก็บอกว่าช่วยอัดเทปให้ที ผมจะได้ฟังด้วย ปรากฏว่าเมื่อหลวงปู่แดงประทับทรงแล้ว ท่านก็อัญเชิญวิญญาณหรือเทพที่สัมพันธ์กับร่างผมอยู่มาคุยกับท่าน ปรากฏว่าพอผมรู้ว่าท่านชื่อ... เท่านั้น ผมก็ไม่รู้เรื่องอีกเลย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งอยู่แต่ไม่รู้ว่าหลับหรือเปล่า แต่รู้สึกว่าวิญญาณของผมจะหลุดออกจากกายมานั่งอยู่ข้างๆ ร่างของตนเอง แต่พอจะรู้ได้คร่าวๆ ว่าหลวงปู่แดงเจรจากับเทพในร่างผมว่า ผมเป็นข้าราชการคนหนึ่ง ภรรยา และครอบครัวยังไม่พร้อม (ตัวผมเองต้องการปฏิบัติราชการต่อไป ผมเองได้ที่ 1 กพ. สาขาหนึ่งด้วย มีผลการเรียนดีเด่นตลอดมา และยังไม่สามารถยอมรับในเรื่องนี้ได้ เพราะมีความรู้สึกขัดแย้งในตนเองมากๆ) ในที่สุดด้วยความเมตตาของหลวงปู่แดงและอาจจะมีเทพท่านอื่นช่วยเจรจาด้วย ผมก็ได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังรู้สึกปวดหัวอยู่ เมื่อหลวงปู่แดงออกจากประทับทรงแล้ว ผมก็กลับมามีสติอีกครั้งหนึ่ง ผมก็มองหน้าคนทุกคนที่อยู่ในตำหนักขณะนั้น เมื่อประเมินสีหน้าของหลายคนแล้ว ก็รู้สึกกลัวว่าเรื่องที่อัดในเทปเสียงจะไม่ค่อยดี เพราะไม่รู้ว่าตัวผมพูดหรือเทพในร่างผมท่านได้พูดอะไรไว้บ้าง และอีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเมื่อฟังเรื่องในเทปนั้นจะเป็นการย้อนระลึกถึงและเป็นการเปิดจุดอ่อนให้องค์เทพชื่อ... เข้ามาสัมพันธ์กับผมได้อีก ผมจึงบอกให้ภรรยาทำลายเทปนั้นเสีย และอย่าเล่าเรื่องนั้นให้ผมฟังแม้ว่าผมจะเผลอถามด้วยความอยากรู้ก็ตามที เพราะในใจลึกๆ แล้วผมรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก<br /> จากนั้นผมก็กลับไปจำวัดอยู่วัดมะกอกเพื่อพักจิตใจหลายวัน โดยทุกเช้าพระประเสริฐและผม เมื่อบิณฑบาตเสร็จ พิจารณาอาหารก่อนฉันและแบ่งอาหารส่วนที่ไม่ต้องการฉันออก เมื่อฉันอาหารและสวดมนต์อุทิศกุศลเสร็จแล้ว ก็จะนำอาหารส่วนที่ไม่ได้ฉันไปให้แก่ญาติโยมที่พักอาศัยอยู่ในวัดมะกอกได้รับประทานด้วย ระหว่างนั้นก็ได้พบกับชายชราผู้หนึ่งที่มาขออาศัยวัดมะกอกเป็นที่พัก เป็นคนมีท่าทางผิวพรรณดีมาก สุภาพมาก จึงได้สอบถามคุณอาว่ามีต้นเหตุความเป็นมาอย่างไรท่านจึงต้องมาอาศัยวัดอยู่ และมีลูกเต้าอยู่ที่ไหนบ้าง ท่านก็ใจดียอมเล่าประวัติชีวิตของตนเองให้ฟัง และบอกว่าอย่าได้เอาอย่างท่าน เพราะตัวท่านยังคิดเสียใจมาจนทุกถึงวันนี้ เดิมทีท่านเป็นลูกชายคนเดียวของผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นผู้มีฐานะดีมาก ต้องขออภัยด้วยที่ผมจำนามสกุลท่านไม่ได้แล้ว โดยขณะที่ถามคุณอาท่านก็เป็นเวลาปี 2536 ซึ่งถ้านับย้อนหลังจากปัจจุบันปี 2553 ก็เป็นเวลานานถึง 17 ปี แล้ว ในเวลานั้นท่านอายุประมาณ 67 ปี เมื่อนับถึงขณะนี้ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คงมีอายุประมาณ 84 ปีแล้ว ท่านเล่าว่าในเวลาที่ท่านยังหนุ่มๆ ท่านเป็นลูกเศรษฐีมีชาติตระกูล พกเงินวันหนึ่งมากมาย ขับรถฝรั่งคันใหญ่ๆ กินดื่มคบเพื่อนมากมาย เลี้ยงเพื่อนและใช้จ่ายไม่อั้น พอพ่อแม่ของท่านเสียชีวิตท่านก็ยังคงทำตัวเลื่อนลอยสนุกสนานไปวันวัน จนเงินหมด ในที่สุดต้องขายมรดกชิ้นสุดท้ายของพ่อแม่ ให้กับทางบ้านคุณหมอเทพพนม เมืองแมน ซึ่งเป็นที่ดินริมถนนราชวิถีใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ท่านเล่าไปก็น้ำตาไหลไปด้วย ดูแล้วช่างน่าเศร้าใจจริงๆ และท่านบอกว่าพอขายที่มรดกชิ้นสุดท้ายเสร็จท่านก็ยังเที่ยวเตร่ต่อไป จนเงินหมด ในที่สุดก็ต้องมาอาศัยวัดอยู่ดังกล่าว ท่านบอกว่าไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเพราะอายเขา แต่เห็นว่าท่านประเสริฐและผมเป็นพระจึงได้เล่าให้ฟัง และขอให้จดจำไว้อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป พระประเสริฐและผมได้ฟังแล้วก็สงสารท่านมากและปลอบใจกันใหญ่ ซึ่งเมื่อคิดย้อนอดีตไปแล้วผมก็เห็นว่าเรื่องนี้น่าสนใจจึงนำมาเล่าให้ฟังเพิ่มขึ้น แต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยให้สัญญาอะไรกับคุณอาท่านนี้ไว้หรือไม่ ถ้าเกิดมีการผิดสัญญาไปเล่าเรื่องของท่านก็ขอกราบอภัยท่านด้วย แต่ผมคิดว่าการที่ไม่ได้ระบุชื่อและนามสกุลของท่านก็คงจะไม่เป็นไร และขอให้บุญกุศลใดที่ผมได้สร้างขึ้นมาได้ช่วยให้ท่านมีชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้าด้วยสัมมาทิฐิและร่ำรวยผาสุกสืบไป<br /> <br /> <strong>6. ไปวัดอัมพวัน สิงห์บุรี และวัดน้ำเต้า อยุธยา</strong><br /> ขอกลับมาเข้าเรื่องการพิสูจน์ความจริงของผมต่อก็แล้วกัน เมื่อผมได้จำวัดอยู่วัดมะกอกหลายวัน เริ่มหายเหนื่อยและมีกำลังใจขึ้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย ผมจึงบอกพระประเสริฐว่าผมอยากไปวัดอัมพวันที่สิงห์บุรี ค้นหาคำตอบเพื่อแก้ความสงสัยต่อไป ซึ่งพระประเสริฐท่านก็เห็นด้วย ดังนั้นพระประเสริฐและผมก็ได้เดินทางไปวัดอัมพวันสิงห์บุรี เพื่อกราบเรียบสอบถามจากหลวงพ่อจรัญ แต่ในขณะที่ผมกำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ก็ได้นั่งนึกตรองดูว่า การที่เราต้องเดินทางไปถามหลวงพ่อจรัญ ก็เนื่องจากผมไม่กล้ารับรู้เรื่องที่หลวงปู่แดงได้เจรจากับเทพองค์นั้น เลยทำให้ต้องค้นหาเสียเวลาค้นคำตอบต่อไป ซึ่งเมื่อมานั่งคิดดูในวันนี้ ก็รู้สึกว่าตัวเองจะมีความขัดแย้งภายในตัวเองสูง คือ สงสัย กลัว ไม่กล้ารู้ แต่ก็อยากรู้ จิตใจของเรานี่มันบ้าดีนะ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อไปถึงวัดอัมพวัน สิงห์บุรี ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 5-6 โมงเย็น หลวงพ่อจรัญท่านยังไม่กลับวัด ต้องนั่งคอยสักพักหนึ่ง ก็ได้มองเห็นมักกะนารีผลอยู่ในตู้หน้ากุฏิของท่าน และมีป้ายกระดาษ เขียนบอกไว้ว่ามีชายใส่ชุดขาวนำมักกะนารีผลนี้มาให้ท่านไว้ตั้งแต่เมื่อผลไม้นี้ยังเป็นผลที่สดๆ อยู่ หลวงพ่อจรัญท่านจึงนำมาใส่ตู้ไว้ให้ได้ชมกัน เมื่อได้พบกับหลวงพ่อจรัญ ผมจึงเรียนถามท่านว่าผมเป็นอะไร ท่านก็บอกว่าให้ตั้งสติให้ดี และส่งต่อไปให้รองเจ้าอาวาสในขณะนั้นซึ่งกำลังต้อนรับพระประมาณ 100-200 รูป ที่มาอยู่ที่วัดอัมพวัน เพื่อกระทำภารกิจอะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว&nbsp; ผมจึงได้สอบถามท่านรองเจ้าอาวาสว่าที่หลวงพ่อจรัญบอกให้ตั้งสติให้ดีคือทำอย่างไร ทางรองเจ้าอาวาสท่านก็สอบถามว่าผมไปทำอะไรมา ช่วยเล่าเป็นอุทาหรณ์ให้เพื่อนพระทั้งหมดฟังเป็นประสบการณ์ด้วย ผมก็บอกว่าตัวผมเองนั้นเป็นข้าราชการขอลาบวชเพื่อปฏิบัติธรรมแล้วได้พบเจอกับประสบการณ์แปลกๆ ระหว่างการฝึกกรรมฐาน และปวดหัวด้วย ท่านก็บอกว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง แม้แต่ตัวท่านเองก็เคยฝึกกรรมฐานสายกสินหรือสายเข้าฌาณมาก่อน และท่านเองก็เคยผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนเช่นเดียวกัน ท่านบอกว่าคนที่ฝึกสายนี้ไปถึงระดับหนึ่ง จะถูกเข้าทรง หรือเหมือนถูกเข้าทรงบ้าง เห็นโน่นเห็นนี่ ตัวสั่นๆ กระโดดตัวลอยได้สูงๆ บ้าง เห็นเลขเห็นหวยบ้าง จุดไฟด้วยจิตได้บ้าง เป็นต้น ซึ่งผลเหล่านี้บางคนคุมไม่ได้ต้องเสียสติไปก็มี และท่านบอกว่าต้องแก้ไขโดยการตั้งสติให้ดีและบอกว่าตัวเราเป็นของเรา ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามาแทรกแฝงในร่างของเรา เพราะเราจะเอา จิตของเรา ร่างกายของเรา จะไปยกให้คนอื่นทำไม ต้องครองสติให้ดีๆ สรุปได้เพียงเท่านี้ ซึ่งการสั่งสอนของท่านรองเจ้าอาวาสวัดอัมพวันในขณะนั้น ทำให้ผมเริ่มเข้าใจและยอมรับว่าจริง เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมรู้นั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นจริงบ้าง อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็ไม่ผิดไปทั้งหมด หลังจากนั้นพระประเสริฐและผมก็ออกเดินทางจากวัดอัมพวัน ไปพักที่วัดน้ำเต้า อยุธยาเพื่อจำวัดต่อไป และผมก็เริ่มฝึกตามที่รองเจ้าอาวาสวัดอัมพวันท่านสอนคือพยายามควบคุมสติให้ดีขึ้น (ต้องอธิบายให้รู้ว่า หลังจากการออกกรรมที่วัดถ้ำสุมะโนในวันนั้น ไม่ว่าจะไปไหน ผมจะเห็น วิญญาณ และเทพเจ้าที่รักษาศาลเจ้าต่างๆ ตลอดทาง อยากรู้อะไรก็เห็นหมด ซึ่งกลุ้มใจมาก เพราะคิดว่า ถ้าผมจะต้องขับรถ แล้วผมจะแยกออกได้อย่างไร ระหว่างวิญญาณกับคนจริง ๆ และก็ยังปวดหัวตลอดเวลาด้วย)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อมาถึงวัดน้ำเต้า ที่อำเภอบางบาล อยุธยา ผมเริ่มตั้งใจว่าจะไม่เล่าเรื่องต่างๆ ให้ใครฟังอีกแล้ว และตั้งใจฝึกตามที่ได้รับรู้มาจากวัดอัมพวัน ก็พอดีที่วัดน้ำเต้าแห่งนี้มีฆราวาสหลายคนมักจะมารักษาศีลปฏิบัติธรรมกันทุกวันโกนวันพระ โดยเป็น ครูที่เกษียณแล้วบ้าง เป็นช่างบ้าง เกษตรกรบ้าง เป็นนางพยาบาลที่ยังทำงานอยู่บ้าง มีอยู่คืนหนึ่งเป็นวันโกนก่อนวันพระทางโยมที่เป็นฆราวาสก็ได้มาถือศีลปฏิบัติธรรมที่วัดน้ำเต้าตามปกติ และได้มานั่งสนทนาธรรมกันที่โต๊ะไม้ตัวใหญ่หน้าศาลา ทางพระประเสริฐและผมก็ไปร่วมฟังกันการสนทนาธรรมนั้นด้วย และขณะที่กำลังนั่งฟังอยู่นั้นผมก็ต้องตั้งสติให้ดีไม่เผลอไปเข้าฌาณอีก จึงดูเหมือนผมนั่งนิ่งผิดปกติและเป็นพระที่เรียบร้อยมากไม่สบตาใครเลย คุมกิริยาและคุมสติตลอดเพราะกลัวถูกประทับทรงโดยใครก็ไม่รู้ จริงหรือเท็จก็ไม่รู้ ขณะที่พระประเสริฐก็พูดคุยกับโยมหลายท่านตามปกติ สักพักหนึ่งก็มีโยมที่มีเคยเป็นครูมาก่อนและเกษียณจากราชการแล้ว ได้หันมาถามเรื่องของผมบ้าง ผมก็ต้องตั้งสติและพูดช้าๆ และเล่าสิ่งที่พบเจอมาเดือนกว่าให้ทางโยมเขาฟังว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทางโยมหลายท่านก็วิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่าผมเป็นพระที่ตั้งใจปฏิบัติดีและฝึกกรรมฐานจริงจัง จึงได้มีประสบการณ์เช่นนี้ขึ้น และได้ถามว่าผมคิดจะบวชเป็นพระตลอดไปหรือไม่ ผมก็ตอบว่าขณะนี้ยังตั้งใจบวชพระเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น เพราะตัวผมยังมีภารกิจทางโลกอยู่ ทางโยมเหล่านั้นก็บอกว่าน่าเสียดายที่ผมจะต้องสึกออกไป แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตผมจะต้องกลับมาบวชเป็นพระอีก<br /> ในเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันพระมีการถวายอาหารพระ และสวดมนต์ให้พรญาติโยมที่มาร่วมทำบุญ และหลังจากนั้นพระอาจารย์มหาเที่ยงเจ้าอาวาสวัดน้ำเต้าก็เทศนาธรรมให้ญาติโยมฟัง ผมก็นั่งในตำแหน่งพระบวชใหม่และเข้าสมาธิได้เร็วมากเหมือนเดิม โดยโยมที่ได้พูดคุยกันมาในคืนก่อนก็เห็นว่าเป็นจริงตามที่ได้เล่าให้ฟัง เมื่อได้คุยกันอีกครั้งทางโยมก็ชมว่าผมเข้าสมาธิได้เร็วจริง แต่ผมเองก็รู้ตัวอยู่ว่าต้องตั้งสติให้มั่นคงตลอดเพื่อป้องกันการถูกแทรกแซงจากจิตอื่นๆ ที่อยู่ภายนอก ต่อมาในคืนวันหนึ่งทางญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดน้ำเต้าซึ่งประกอบอาชีพเป็นพยาบาลท่านหนึ่ง เป็นหญิงรูปงามในรูปอุบาสิกาชุดขาวซึ่งเคยฝึกสมาธิสายสมถะมาก่อน ก็ได้เล่าให้พระประเสริฐ ผมและโยมท่านอื่นๆ ฟังว่าตัวพยาบาลท่านเองเคยฝึกสมาธิสายสมถะ เคยไปเพ่งอสุภกรรมฐานคือเพ่งศพในป่าช้า เคยนอนในโลงศพ เคยฝึกสมถะกรรมฐานจนเห็นตัวเองใสเหมือนแก้ว แต่ก็ไม่สามารถตัดกิเลสได้ และต่อมาได้ไปฝึกกรรมฐานที่สำนักสายอาจารย์แนบ มหานีลานนท์ (ที่พุทธมณฑลสายอะไรผมก็จำไม่ค่อยได้แล้ว) ซึ่งเป็นแนวทางกำหนด รู้เห็นทุกข์ คือพิจารณาอิริยาบถสี่ นั่ง เดิน ยืน นอน โดยให้ผู้ปฏิบัติทำตัวอยู่ในอิริยาบถนั้นๆ นานๆ จนเห็นความทุกข์ในกายของตนเอง เมื่อรู้สึกมีความทุกข์มากจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงค่อยเปลี่ยนเป็นท่าอิริยาบถอื่น เมื่อฝึกตามแนวทางนี้จะทำให้คนเรามองเห็นความทุกข์ได้ง่าย เพราะการพิจารณากายเป็นของหยาบกว่าจิต จึงเห็นตามได้ง่ายกว่าการฝึกปฏิบัติตามแนวทางอื่นๆ เมื่อผู้ปฏิบัติได้เห็นความทุกข์จริงก็จะเริ่มปฏิบัติเพื่อหาทางดับทุกข์ต่อไป และการฝึกตามแนวทางนี้จะทำให้สติแก่กล้าขึ้นด้วย พระประเสริฐจึงบอกว่าจะไปฝึกดูบ้าง ท่านพยาบาลและโยมหลายท่านจึงอาสาจัดรถให้ไปส่งพระประเสริฐและผม เพื่อเข้ารับการฝึกยังสำนักอาจารย์แนบ มหานีลานนท์ต่อไป<br /> <br /> <strong>7. การฝึกกรรมฐานแนวพิจารณาทุกข์ที่สำนักอาจารย์แนบ มหานีลานนท์</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สำหรับการเดินทางไปฝึกปฏิบัตินั้น ได้เริ่มต้นขึ้นในเช้าวันหนึ่งเข้าใจว่าจะเป็นวันเสาร์ โดยพระประเสริฐและผมได้นั่งรถตู้ที่ทางโยมที่วัดน้ำเต้า อยุธยา ได้จัดเตรียมให้เพื่อนำเราสองรูปเดินทางไปยังสำนักอาจารย์แนบ มหานีลานนท์ ในเช้าวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายน พ.ศ. 2536 พอไปถึงพระประเสริฐและผมก็เข้าไปกราบท่านอาจารย์ที่เป็นพระผู้ใหญ่ในที่นั้นและรายงานตัวว่า พระประเสริฐและผมจะมาเข้าร่วมเรียนการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐานสี่ แนวพิจารณาให้เห็นทุกข์โดยการตามดูอิริยาบถทั้งสี่ คือ นั่ง เดิน ยืน และนอน ขณะที่กำลังรายงานตัวเพื่อขออนุญาตพระผู้ใหญ่อยู่นั้น พระอาจารย์ท่านมองเห็นผมที่เป็นพระอยู่แต่มีผ้าสายสิญจน์สวมอยู่ที่ข้อมือด้วย ท่านก็บอกว่าพระประเสริฐเข้าฝึกเรียนการปฏิบัติธรรมได้ แต่ผมเข้าเรียนการปฏิบัติธรรมไม่ได้ ผมจึงกราบเรียนถามท่านว่าตัวผมทำผิดอะไรจึงไม่สามารถเข้าเรียนการปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ได้ โดยผมเป็นข้าราชการอยู่มีเวลาบวชเพียงสี่เดือนเท่านั้น จึงตั้งใจจะเรียนและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ถ้ากระผมมีความผิดอะไรโปรดบอกกล่าวด้วย พระอาจารย์ท่านนั้นก็ชี้มาที่ข้อมือผมแล้วบอกว่าเป็นพระอยู่ทำไมต้องผูกสายสิญจน์ที่ข้อมืออีก ไปเล่นไสยศาสตร์มาหรืออย่างไร ผมจึงเรียนตอบท่านไปว่าผมไม่ได้เล่นไสยศาสตร์แต่อย่างใด ถ้าท่านคิดว่าการผูกสายสิญจน์ที่ข้อมือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องผมก็จะถอดออกในทันที และที่ต้องสวมใส่สายสิญจน์ไว้ก็เนื่องจากระหว่างที่ปฏิบัติกรรมฐานได้พบกับปัญหามากมาย จึงต้องเดินทางมาเพื่อศึกษาเพิ่มเติมที่สำนักอาจารย์แนบแห่งนี้ เพื่อหาทางแก้ปัญหาจากการฝึกกรรมฐานที่ผ่านมาและเพื่อค้นหาแนวทางปฏิบัติที่แท้จริง ขอท่านอาจารย์โปรดให้โอกาสผมสักครั้งเถิด ถ้าหากผมมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมประการใดในระหว่างการเรียนและฝึกปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ให้ทางครูบาอาจารย์ที่ดูแลสำนักอยู่เชิญผมออกจากสำนักและออกจากการเรียนได้ในทันที ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์ตรึกตรองอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็อนุญาตให้ผมเข้าร่วมการเรียนและการฝึกปฏิบัติธรรมได้ ซึ่งหลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 15 หรือ 21 วัน ผมก็จำไม่ได้ชัดนักเพราะผ่านมานานถึง 17 ปีมาแล้ว โดยช่วง 5-7 วันแรกจะเป็นการเรียนภาคทฤษฎี และช่วงเวลาที่เหลือจะเป็นการฝึกปฏิบัติดูทุกข์ในอิริยาบถทั้งสี่คือ นั่ง เดิน ยืน และนอน โดยให้ผู้ฝึกทุกท่านทั้งสงฆ์และฆราวาสซึ่งมีประมาณ 40-50 ท่าน แยกกันอยู่ในบ้านพักหรือกุฏิหลังเล็กๆ หลังละ 1 ท่านเท่านั้น ในระหว่างที่ฝึกอยู่ในกุฏิต้องอยู่คนเดียวตลอดเวลาห้ามไปไหนมาไหนตลอดเวลาที่ฝึก 7-15 วัน โดยไม่ให้ออกจากเรือนซึ่งมีขนาดเล็กคล้ายบ้านนก ทุกเช้าระหว่างการฝึกจะมีคนนำอาหารใส่ปิ่นโตมาวางไว้หน้าห้องและเคาะประตูเรียก ก็ให้ผู้ฝึกปฏิบัติเปิดประตูออกไปรับปิ่นโตเข้ามาในห้อง โดยห้ามพูดห้ามคุยกับใครทั้งสิ้น เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วก็ให้นำปิ่นโตออกมาวางไว้ที่หน้าห้องและจะมีคนมาเก็บไปในภายหลัง เป้าหมายของภารกิจในการฝึกปฏิบัติคือ ต้องการให้ผู้ฝึกมองเห็นความทุกข์ที่เกิดจากกายมนุษย์หรือร่างกายของเราเอง เช่น ให้นั่งนานๆ ห้ามเปลี่ยนท่าจนกว่าจะทนไม่ไหว เมื่อเริ่มทนไม่ไหวให้ใช้จิตมองพิจารณาสิ่งที่ทนไม่ไหวนั่นแหละคือ ความทุกข์ที่เกิดจากกายมนุษย์ เมื่อพิจารณาทุกข์ที่เกิดจากการนั่งจนทนไม่ไหวก็ให้เปลี่ยนเป็นท่าอื่น เช่น เดิน เมื่อใช้ท่าเดินจนทนไม่ไหวเจ็บปวดเมื่อยสารพัดก็พิจารณาความทุกข์ที่เกิดจากการเดิน เมื่อเดินต่อไปจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงค่อยเปลี่ยนเป็นท่ายืนต่อไป เมื่อพิจารณาทุกข์ที่เกิดกับร่างกายจากท่ายืนจนทนไม่ไหวก็ให้เปลี่ยนเป็นท่านอนเวลานอนก็ห้ามพลิกตัวบ่อยๆ ให้นอนอยู่ในท่าเดิมให้นานที่สุดจนทนไม่ไหวแล้วค่อยพลิกตัว แต่ก่อนจะพลิกตัวก็ให้พิจารณาทุกข์ที่เกิดจากท่านอนเสียก่อน เมื่อทนไม่ไหวจึงค่อยเปลี่ยนเป็นอิริยาบถอื่น ต่อไปเรื่อยๆ เป้าหมายเพื่อให้ผู้ฝึกเห็นความทุกข์ทางกาย ว่าร่างกายนี้มีทุกข์มากมายนัก การรักษากายทำได้ยาก กายนี้ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เพราะถ้ากายนี้เป็นของเราอย่างแท้จริงเราต้องสั่งไม่ให้ร่างกายเจ็บปวดเมื่อยได้<br /> วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของการฝึกนี้เพื่อให้จิตใจของผู้ฝึกปล่อยวางและคลายออกจากร่างกายนี้เสีย หรือไม่ยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง และเป็นการเพิ่มสติให้เข้มขึ้นด้วยตามแนวทางสติปัฏฐานสี่ ข้อห้ามในการฝึกอย่างหนึ่งคือ ผู้เข้ารับการฝึกโดยเฉพาะผู้ที่เคยฝึกสมาธิสายสมถะหรือสายเข้าฌาณ ห้ามเพ่งแบบเข้าฌาณ เพราะการเข้าฌาณจะทำให้ไม่เห็นความทุกข์ เพราะเมื่อเข้าฌาณไปแล้วจะไม่รู้สึกปวดเมื่อยแต่อย่างใด บางคนอาจอยู่ในฌาณได้เป็นวันๆ (ข้อนี้ผู้อ่านต้องไปสอบถามผู้รู้ด้านสมถะจึงจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร) ในระหว่างที่ผมฝึกปฏิบัติสายเห็นทุกข์อยู่ 7-15 วัน โดยไม่พูดกับใคร อยู่คนเดียวในกุฏิหรือบ้านนก และขยันทำตามคำสอนอย่างเคร่งครัดโดยไม่ฝึกสายสมถะอีก ปรากฏว่าวิธีนี้ช่วยทำให้สติแก่กล้าขึ้น เพราะวิธีนี้ใช้แค่สมาธิระดับต้นตามดูกาย ดูทุกข์ไม่ใช่เข้าฌาณซึ่งเป็นสมาธิระดับลึก โดยตลอดเวลาที่อยู่ในกุฏิหรือบ้านนก 7-15 วัน ผมไม่ได้เปิดไฟเลย เพราะไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่าง และเรายิ่งอยู่กับความมืดเท่าใดเรายิ่งมองเห็นกายเห็นทุกข์ชัดเจนเท่านั้น จึงตั้งใจไม่เปิดไฟฟ้าเลย เวลากลางคืนก็มีเสียงหมาหอนบ้าง คนเดินบ้าง ก็ไม่ได้สนใจ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ยอมรับมากๆ แล้วว่า เทวดาและวิญญาณน่าจะมีจริง มีอยู่คืนหนึ่งขณะกำลังฝึกดูทุกข์ในอิริยาบถท่านอนอยู่ก็รู้ว่ามีชายคนหนึ่งเลือดท่วมตัวมานั่งพนมมือไหว้อยู่ข้างๆ เตียง ก็รู้ได้ว่าชายคนนี้ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตและมานั่งขอบุญกุศลอยู่ ผมก็เลยทำสมาธิและอุทิศกุศลให้ทันที โดยไม่ได้นึกกลัวแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เจอมาเยอะแล้ว เริ่มจะชิน พอวันรุ่งขึ้นก็มีคนมาเรียกว่าให้ไปรับนิมนต์ฉันอาหารเช้าที่ศาลา เพราะมีโยมมาทำบุญเลี้ยงพระ ผมก็งงๆ เพราะถ้าจำไม่ผิดผมก็ยังอยู่ในระหว่างการฝึกซึ่งตามกฎจะต้องไม่ออกจากกุฏิรังนกเล็กๆ ไปไหน แต่ก็ต้องไปตามที่เขาบอก เมื่อไปถึงศาลาและนั่งที่โต๊ะอาหารก็มีโยมมาประเคนถวายอาหารให้ ตัวผมก็สงสัยว่าทำไมเขามาถวายอาหารวันนี้ คิดปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่า เขามาถวายอาหารทำบุญให้สามีที่ตายเพราะอุบัติเหตุรถชนและผมเห็นเขาเลือดท่วมตัวในคืนที่ผ่านมาก่อนรุ่งสาง จึงอยากรู้ว่าตัวเราเพี้ยนหรือนึกคิดไปเองหรือเปล่า ก็จึงเอ่ยถามคนที่ผมคิดว่าจะเป็นภรรยาของผู้ตายเพียงสั้นๆ เพราะเขาห้ามพูดอยู่แล้วว่า โยมมาทำบุญให้สามีที่รถชนกันตายหรือ เขาตอบว่าใช่ เพียงเท่านี้ผมก็รู้ว่าที่เห็นคนตายในคืนนั้นน่าจะจริง เมื่อได้ฝึกที่สำนักอาจารย์แนบจนครบหลักสูตรแล้ว ครูบาอาจารย์ผู้ฝึกก็ไปเรียกตามกุฏิให้ทุกท่านที่เข้าฝึกปฏิบัติธรรมออกจากกุฏิรังนกเล็กๆ ได้ หลังจากนั้นก็มีการทดสอบอารมณ์กัน ดูสีหน้าสีตากัน เพื่อประเมินผลของการฝึก ซึ่งถ้าจำไม่ผิดมีผู้เข้ารับการฝึกกรรมฐานบางท่านอยู่คนเดียวไม่ได้ต้องออกจากการฝึกกลางคัน เพราะควบคุมจิตไม่อยู่ ซึ่งทางอาจารย์ที่ดูแลสำนักก็ได้บอกไว้ก่อนแล้วว่า ถ้าใครทนไม่ไหวจริงๆ ให้เลิกปฏิบัติก่อนครบหลักสูตรได้ สำหรับตัวผมที่เป็นพระนั้นผ่านการทดสอบอารมณ์ได้โดยไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร และตลอดเวลาที่ฝึกก็ไม่ได้เปิดไฟสว่างเลย มีเสียงอะไรแปลกๆ ก็ไม่ได้วอกแวก เมื่อทดสอบอารมณ์เสร็จอาจารย์ผู้สอนก็บอกว่าผมจิตแข็งดี ซึ่งคำพูดนี้ก็ทำให้ผมรู้แล้วว่าตัวเอง คงจะไม่ได้เพี้ยน ถ้ายังงั้นแล้วสิ่งที่ตัวผมได้เห็นมามากมายที่ไม่อาจบอกได้ในที่นี้ก็อาจจะจริงนะสิ โอ้อะไรกันหนอ แล้วตัวข้าพเจ้าจะพิสูจน์หรือยอมรับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรกัน<br /> <br /> <strong>8. กลับวัดถ้ำสุมะโน พัทลุง และพบวิญญาณน้องสาวในอดีต</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากนั้นพระประเสริฐและผมก็เดินทางกลับกรุงเทพอีกครั้งหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าผมเหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษเล็กน้อยก็จะครบกำหนดลาบวชสี่เดือน เมื่อถึงกรุงเทพผมก็บอกพระประเสริฐว่าผมจำเป็นต้องกลับวัดถ้ำสุมะโน เพื่อคืนหนังสือพระไตรปิฎกเล่มหนึ่งซึ่งผมได้ขอยืมจากวัดมาอ่านเพื่ออ้างอิง เพราะหนังสือเล่มนี้มีเรื่องที่ใกล้เคียงกับปัญหาในการฝึกกรรมฐานที่ผมเป็นอยู่ และผมจะได้กลับไปกราบท่านพระอาจารย์เดช สุมะโน อีกครั้งก่อนลาสิกขาบท พระประเสริฐท่านก็ตกลงเดินทางกลับไปวัดถ้ำสุมะโนอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็บอกว่าผมจะแบกเอาหนังสือพระไตรปิฎกเล่มนั้นมาทำไมหนักเปล่าๆ ทำให้ต้องเดินทางกลับไปคืนที่วัดอีกครั้งหนึ่ง ผมก็ต้องขอโทษท่านประเสริฐว่า ท่านก็เห็นอยู่ตลอดตั้งแต่ก่อนการออกกรรมว่าผมเป็นคนปกติดี เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งแต่พอผ่านการออกกรรมแล้ว ก็มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวผมมากมาย ดังนั้นผมจึงต้องพยายามค้นคว้าทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ให้หายสงสัย และท่านประเสริฐเองลืมไปแล้วหรือว่าตัวท่านก็เคยบอกว่า ก่อนออกจากวัดตัวท่านได้ขออนุญาตท่านอาจารย์ที่วัดเขาวัง ราชบุรี และได้อธิษฐานไว้ว่า ในการออกธุดงค์ครั้งนี้ขอให้ได้เจอสิ่งมหัศจรรย์ แล้วก็แล้วมาเจอเรื่องแปลกๆ กับตัวผม และท่านประเสริฐเองก็สงสารผมและอยากติดตามดูอาการ และเป็นพี่เลี้ยงให้ผมตลอดเวลา 2 เดือนกว่า และขณะที่เราเข้าไปขออนุญาตพระอาจารย์เดช สุมะโน เพื่อขอออกเดินทางพิสูจน์และสอบถามเพื่อค้นหาความจริงนั้น ท่านอาจารย์เดชก็อนุญาตให้ผมออกจากวัดได้เพราะเห็นว่ามีท่านพระประเสริฐร่วมเดินทางด้วย ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้วพระบวชใหม่ต้องอยู่ประจำวัดจนกว่าบวชได้ 2-3 พรรษา จึงจะอนุญาตให้ออกเดินทางธุดงค์ได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระประเสริฐและผมเดินทางกลับถึงวัดถ้ำสุมะโน ก็เข้าไปกราบท่านพระอาจารย์เดช และได้จำวัดพักอยู่หลายวัน ผมก็ยังคงเดินจงกรม สวดมนต์และนั่งสมาธิต่อไป ทั้งกลางวันและกลางคืน นอนจำวัดประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน ในระหว่างที่กลับมาอยู่วัดถ้ำสุมะโนครั้งนี้ก็มีอีกหลายๆ เรื่องที่ขอข้ามไป และมีเรื่องหนึ่งที่จำไม่ได้ชัดเจนว่ามีการจัดงานปริวาสหรือการอยู่กรรมของพระขึ้นที่วัดถ้ำสุมะโนในระหว่างนี้ด้วยหรือไม่ ในระหว่างที่กลับมาวัดถ้ำสุมะโนในครั้งนี้ มีเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับน้องหญิงลูกสาวของครูคนหนึ่งซึ่งถูกวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติเข้าสิงจนสติเลื่อนลอย<br /> ในเช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังเดินจงกรมอยู่ในเขตชั้นในของวัด ก็ได้เดินสวนทางกับน้องหญิงคนนี้ ปรากฏว่าน้องหญิงก็เอ่ยทักขึ้นว่า พระองค์นี้ขยันจริงๆ ผมก็คิดในใจว่า เอ ทำไมคนเสียจริตพูดรู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ปกติไม่เห็นน้องหญิงคนนี้เคยพูดจากับใคร พอผมคิดเพียงเท่านั้นจิตก็รู้ขึ้นว่า จริงๆ แล้ว วิญญาณที่สิงในร่างน้องหญิงเป็นคนพูดต่างหาก ก็เลยทำให้ผมอยากรู้ต่อไปว่า วิญญาณนั้นเป็นใครทำไมต้องมาสิงในร่างน้องหญิงผู้นั้น จิตก็รู้ขึ้นมาอีกว่า วิญญาณในร่างนั้นเคยเป็นน้องสาวผมในอดีตชาติสมัยที่ผมเคยเกิดในตะวันออกกลางแถวอาหรับโน่น ในชาตินั้นผมเกิดเป็นพ่อมดสายมาร และมีน้องสาวคนนี้เป็นแม่มด ต่อมาไม่รู้ว่าเรื่องกระโดดไปมาอย่างไรไม่อาจทราบได้ว่าชาติเดียวกันหรือไม่ก็ไม่รู้แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะได้รู้เห็นเรื่องนี้หลายปีมาแล้วจึงจำได้ไม่ละเอียดนัก โดยสรุปก็คือว่าน้องสาวผมที่เคยเป็นแม่มดในชาตินั้น ถูกน้องหญิงคนนี้ในภพชาติที่ทั้งสองคนนี้ได้เกิดไปพบเจอกัน และได้ทำร้ายกันด้วยความทรมานจนเสียชีวิต น้องสาวผมที่เคยเป็นแม่มดจึงได้อาฆาตจองเวรไว้ ด้วยดวงจิตผูกพยาบาทกันมาจนถึงชาติปัจจุบัน และได้ทราบจากคุณแม่น้องหญิงนี้ว่า ได้เคยไปขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อวัดกระดุมทองหรือวัดกระโจมทอง ทางจังหวัดนนทบุรีมา 2-3 ครั้งแล้ว และท่านก็ได้ช่วยเจรจากับเจ้ากรรมนายเวรในร่างน้องหญิงให้ โดยทางวิญญาณได้แจ้งให้ทราบว่าต้องสร้างพระพุทธรูปสูงขนาดเท่าคนจริงๆ ถวายวัด และอุทิศบุญกุศลให้เขา จึงจะยอมให้อภัยกัน เท่าที่ทราบมาก็มีเท่านี้ครับ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อพระประเสริฐและผมได้กลับมาพักอยู่วัดถ้ำสุมะโนได้หลายวัน มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังอยู่ในวัดก็มีกาชาดหรือรถพยาบาลจังหวัดพัทลุง มาตั้งศูนย์รับบริจาคเลือดที่วัดถ้ำสุมะโน ผมขณะนั้นก็ยังไม่เคยบริจาคเลือดมาก่อนเลย แต่ด้วยความที่ผมเริ่มเห็นกฎแห่งกรรมแล้ว จึงคิดว่าถ้าผมบริจาคเลือดขณะที่เป็นพระน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นมากกว่าขณะที่เป็นฆราวาส จึงตัดสินใจบริจาคเลือดเป็นครั้งแรก โดยได้ถามพยาบาลว่าพระจะบริจาคเลือดได้ไหม คุณพยาบาลก็บอกว่าได้ ผมก็เลยนอนบริจาคเลือดพระและอธิษฐานว่าเรายังไม่เคยบริจาคเลือดมาก่อนเลย ที่กระทำครั้งนี้ด้วยรู้แล้วว่าบุญกรรมมีจริงทั้งหมด จึงขอให้เลือดของข้าพเจ้านี้ถ้าใครได้ไปใช้ก็ขอให้ผู้นั้นหายเจ็บป่วยโดยเร็วด้วยเถิด และบอกให้พยาบาลดูดเลือดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะนั้นถ้าจำไม่ผิดน้ำหนักผมเหลือประมาณ 48 กิโลกรัม ขณะที่เมื่อก่อนบวชน้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม หลังจากพักอยู่วัดถ้ำสุมะโนได้หลายวัน ท่านพระอาจารย์เดช คงจะได้สังเกตอาการของผมว่าเข้าที่ดีแล้ว มีวันหนึ่งท่านได้พูดว่าให้ผมลองไปปรึกษาหลวงปู่สุภา กันตสีโล ที่ภูเก็ตดู ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง ซึ่งผมก็พอทราบประวัติของหลวงปู่สุภาท่านจากพระอาจารย์เดชว่า หลวงปู่สุภาเป็นพระพรรษาสูงมากมีบารมีสูง หลวงปู่ท่านเคยช่วยสร้างวัดถ้ำสุมะโนแห่งนี้ ในขณะที่พระอาจารย์เดชท่านพึ่งเริ่มต้นสร้างวัดใหม่ๆ ในขณะนั้นพื้นที่รอบบริเวณวัดยังเต็มไปด้วยคอมมิวนิสต์อยู่ โดยหลวงปู่ได้เมตตาบอกให้ญาติโยมที่ศรัทธาในท่าน ให้มาช่วยกันสร้างวัดถ้ำสุมะโนแห่งนี้ให้สำเร็จ ดังนั้นพระประเสริฐและผมก็จึงตัดสินใจเดินทางไปภูเก็ต ซึ่งในขณะนั้นหลวงปู่สุภาท่านพักอยู่ที่สำนักสงฆ์เทพขจรจิต บนยอดเขารัง<br /> <br /> <strong>9. ไปปรึกษาหลวงปู่สุภา กันตสีโล ที่ภูเก็ต</strong><br /> เมื่อไปถึงวัดหลวงปู่สุภาที่ภูเก็ต มีญาติโยมกำลังเข้าหาท่านหลายๆ คน ขณะนั้นท่านกำลังป่วยนิดหน่อย ในระหว่างที่ผมนั่งรอคอยคิวเพื่อเข้ากราบหลวงปู่สุภาอยู่นั้น ก็ได้พบชายมุสลิมท่านหนึ่งรูปร่างท้วม ได้ทราบต่อมาภายหลังว่าเป็นร่างทรง แต่ไม่แน่ใจว่าท่านชื่อโต๊ะดำหรือเปล่า ท่านมีอายุประมาณ 55 ปี ได้เล่าเรื่องหลวงปู่สุภาให้ผมฟังว่า ท่านเป็นพระที่ดีมากเป็นที่เคารพนับถือของชาวปักษ์ใต้มานาน ท่านบวชเป็นเณรตั้งแต่อายุ 9 ปี และได้เดินทางธุดงค์ไปทั่วภาคใต้ และหลายๆ ประเทศ ญาติโยมต่างๆ เมื่อซื้อรถคันใหม่ก็จะขับรถมาขอให้หลวงปู่ท่านช่วยเจิมให้เพื่อเป็นสิริมงคลและแคล้วคลาดเสมอๆ ผมก็ได้เล่าให้โต๊ะดำฟังว่าได้ฝึกสมาธิและพบกับปัญหาบางอย่าง และท่านพระอาจารย์เดช สุมะโน ที่พัทลุง ได้แนะนำให้ผมมาปรึกษากับหลวงปู่สุภา และเดิมตัวผมเองก็ไม่เชื่อในเรื่องที่มองไม่เห็นแต่หลังจากได้ฌาณ และผ่านการออกกรรมแล้วก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องจริง และก่อนเดินทางมาก็ได้บริจาคเลือดให้กาชาดไปจำนวนหนึ่ง เพราะคิดว่าการให้เลือดเป็นทานบารมีในระดับสูง ซึ่งโต๊ะดำก็บอกว่าผมได้กระทำในสิ่งที่ดีแล้วแต่ก็ห้ามผมบริจาคเลือดอีก เพราะเห็นว่าร่างกายผมซูบผอมมากแล้ว ถ้าให้เลือดอีกอาจถึงแก่ชีวิตได้ แต่ผมกลับรู้สึกว่าร่างกายปกติไม่อ่อนเพลียแต่อย่างใด และการที่ผมรู้สึกเช่นนี้อาจเกิดจากฤทธิ์ของฌาณหรือปิติที่ปิดบังความรู้สึกของอ่อนเพลียของร่างกายไว้<br /> สำหรับเรื่องหลวงปู่สุภานั้น ในปี 2536 ท่านมีอายุ 98 ปี แล้ว ผมก็คิดในใจว่า หลวงปู่สุภาเป็นพระอายุมาก บวชตั้งแต่เป็นเณรอายุ 9 ปี ท่านได้สร้างวัดทั่วประเทศไทยมาสามสิบกว่าวัดแล้ว และสังเกตจากพระลูกศิษย์ที่อยู่ในวัดทุกรูปก็แลดูน่าเลื่อมใสดี ตั้งใจสวดมนต์และนั่งสมาธิจริงๆ และเมื่อญาติโยมเริ่มน้อยลง พระประเสริฐก็ได้เข้าไปเรียนกับเลขาของหลวงปู่สุภาว่า เราพระสองรูปจะมาขอจำวัดกับหลวงปู่สุภาที่วัดของท่าน เราทั้งสองได้รับอนุญาตจากท่านพระอาจารย์เดช สุมะโนที่พัทลุงให้เดินทางมาที่นี่ จากนั้นผมก็ใช้โอกาสนี้กราบเรียนถามหลวงปู่สุภาว่า สิ่งที่ผมเห็น สิ่งที่ผมเป็น และมีอาการต่าง ๆ จากการทำกรรมฐานนี้เป็นจริงหรือเท็จประการใด หลวงปู่ก็ถามว่า ผมบวชนานแค่ไหน ผมก็ตอบว่าบวชนานเดือนกว่าและหลังจากผ่านการออกกรรม ผมก็เริ่มมีอาการแปลกๆ ท่านก็บอกว่าปกติแล้ว พระที่จะเป็นแบบนี้ต้องบวชและปฏิบัตินานเกินกว่า 20 พรรษา พอฟังเท่านั้นผมก็เริ่มสบายใจว่าเราไม่ได้เพี้ยน เพราะเชื่อถือในพรรษาที่ท่านบวชมาร่วมร้อยปี ผมจึงถามต่อว่าแล้วทำไมผมจึงปวดหัวมาก หลวงปู่ท่านเมตตาชี้แนะว่า ผมหายใจผิด หายใจขึ้นหัว จึงทำให้ปวดหัว ผมก็พอใจและหมดคำถาม จากนั้นผมก็ลองทำตามที่หลวงปู่สุภาท่านสอน ปรับลมหายใจใหม่ไม่ให้ขึ้นหัว ปรากฏว่าหลังจากผมได้ทำตามที่ท่านสอนเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น ผมก็หายปวดหัวสนิท หลังจากต้องทนทุกข์ทรมานปวดหัวมานานเป็นเดือน ผมจึงมั่นใจเต็มที่ว่าที่หลวงปู่ท่านพูดเป็นความจริง จากนั้นผมได้กำหนดสติ ตามดูจิตของตนเอง และพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาระหว่างบวช โดยใช้เวลาอยู่ที่วัดหลวงปู่สุภาได้ประมาณ 15-20 วัน และระหว่างนั้นก็มีฆราวาสและพระมาทำการตรวจสอบอารมณ์ผู้ฝึกกรรมฐาน ว่าผู้ที่ปฏิบัติธรรมทั้งพระและฆราวาสเป็นอย่างไรบ้าง ถูกทางหรือผิดทาง ขณะที่เขากำลังสอบอารมณ์กันอยู่นั้นผมเองก็ไม่ได้รู้เรื่องว่าเขาจะทำอะไร เพื่ออะไรหรอก รู้แต่ว่าอยู่ๆ ก็มีฆราวาสชายคนหนึ่งท่าทางขึงขังดุดัน เข้ามาชวนผมพูดคุยต่างๆ นานา ตัวผมเองก็คิดว่าเราเป็นพระ โยมเขาจะคุยด้วยก็ให้ความร่วมมือกับเขาหน่อยเท่าที่เราจะทำได้ เขาถามอะไรก็ตอบไปตามตรง รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรก็บอกออกไปตามนั้น ไม่ได้ปิดบังอะไร พอซักพักหนึ่ง ฆราวาสคนนี้ก็พูดจาวกวน สร้างความสับสน จนอาจทำให้คนทั่วไปโกรธได้ง่ายๆ ผมเป็นพระก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร เพราะเราเป็นพระต้องวางเฉย วางอารมณ์เป็นปกติ พอสักพักหนึ่งเขาก็พนมมือไหว้ผม และบอกว่าได้สอบอารมณ์ของท่านแล้ว ท่านเป็นพระที่ดี และไม่คิดว่าท่านจะกลับออกไปอยู่ในโลกของฆราวาสได้ ผมก็ตอบโยมไปว่า ผมเป็นข้าราชการลาบวชได้สี่เดือนและขออนุญาตภรรยามาบวชเพียงเท่านี้ เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะบวช แต่บังเอิญเข้าฌาณได้ก่อนมาบวชไม่กี่วัน และรู้สึกปิติมากสุขจนบอกไม่ถูก ไม่มีความสุขใดเสมอเหมือน จึงได้รู้พระพุทธเจ้าเป็นเรื่องจริง ดังนั้นจึงควรบวชเพื่อศึกษาธรรมอย่างจริงจัง และที่บวชนี่ก็ทำจริงแบบถวายชีวิตบูชาพระรัตนตรัย ตายเป็นตาย เพราะมีเวลาแค่สี่เดือน แต่ถ้าครบกำหนดสี่เดือนแล้วผมยังมีชีวิตอยู่ก็จะกลับไปรับราชการเหมือนเดิม เพราะขอลาราชการและภรรยามาแค่นั้น ตอนแรกๆ ก็เคยคิดอยากบวชต่อเหมือนกันแต่ก็รู้สึกว่าภรรยาไม่พอใจ จึงต้องรักษาสัจจะ<br /> หลังจากนั้นก็อยู่ต่อที่วัดหลวงปู่สุภาอีกหลายวันและผมได้บอกพระประเสริฐท่านว่า ผมใกล้ครบกำหนดลาบวชสี่เดือนแล้ว ผมตั้งใจจะกลับไปสึกที่กรุงเทพฯ โดยคิดว่าจะไปสึกที่วัดมหาธาตุท่าพระจันทร์กับท่านพระปลัดขันธ์ อนาวิโล เพราะในอดีตประมาณต้นปี 2529 ผมเคยผิดหวังหนักจนอยากคิดสั้น แต่พี่สาวสงสารมากเลยพาไปทำบุญใส่บาตรและไหว้พระหลายวัด จนถึงวัดมหาธาตุท่าพระจันทร์ได้พบกับ ท่านพระปลัดขันธ์ อนาวิโล เจ้าคณะสี่ในขณะนั้น และได้ใส่บาตรท่านพระปลัดขันธ์ในเช้าวันนั้น ระหว่างที่ใส่บาตรท่านก็มองดูหน้าผม และท่านก็ถามว่าเป็นอะไร พี่สาวจึงเล่าปัญหาผมให้ท่านฟัง ท่านจึงบอกให้ตามท่านไปรดน้ำมนต์ที่กุฏิท่าน ผมและพี่สาวก็ตามท่านไป ท่านก็รดน้ำมนต์และสวดมนต์ปัดเป่าให้ หลังจากนั้นผมก็ค่อยหายดีขึ้น จนกลับมาสอบได้ที่หนึ่ง กพ สาขาหนึ่งในปลายปี 2529 สำหรับในขณะนี้เมื่อผมมองย้อนหลังกลับไปแล้ว ก็รู้สึกสะท้อนใจว่าชีวิตคนเรานั้น ล้วนแต่น่าสงสารทั้งนั้น ถ้ายังมองไม่เห็นทางที่ถูก มีมิจฉาทิฐิครอบงำ&nbsp; ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ย่อมตกต่ำ จนอาจเสียชีวิต หรือสิ้นเนื้อประดาตัวได้ง่ายๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ คนเราไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็ไม่เหนือเวรกรรมไปได้<br /> <br /> <strong>10. กลับมาลาสิกขาบทที่กรุงเทพฯ และเข้ารับราชการต่อไป</strong><br /> เมื่ออยู่วัดหลวงปู่สุภาจนครบกำหนดกลับกรุงเทพฯ ก็มีญาติโยมที่วัดหลวงปู่สุภา ได้เมตตาขับรถมาส่งพระประเสริฐและผมที่สถานีขนส่งภูเก็ต พร้อมทั้งซื้อตั๋วให้ด้วย ซึ่งก็ต้องขอบพระคุณทุกท่านด้วย จากนั้นเมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ พระประเสริฐและผมก็ได้กลับไปจำวัดที่วัดมะกอกเช่นเดิม พอวันรุ่งขึ้นก็นัดพี่สาวและภรรยาว่าจะไปขอให้ท่านพระปลัดขันธ์ เป็นผู้สึกให้ เพราะก่อนออกจากวัดถ้ำสุมะโนผมก็ได้ขออนุญาตท่านพระอาจารย์เดชไว้แล้วว่า จะขึ้นมาสึกที่กรุงเทพฯ เพราะไม่สะดวกที่จะเดินทางกลับพัทลุง และท่านก็ให้อนุญาต<br /> เมื่อพระประเสริฐกับผมเดินทางไปพบพระปลัดขันธ์ท่านก็เมตตารับว่าจะเป็นผู้สึกให้ และดูฤกษ์กำหนดวันลาสิกขาบทให้ด้วย ผมได้กราบขอบพระคุณท่านที่เคยช่วยชีวิตผมไว้เมื่อหลายปีก่อน และได้เล่าเรื่องที่ผมได้พบเจอมาในระหว่างบวชให้ท่านทราบด้วย และได้บอกท่านว่าขณะนี้จิตใจและสติของผมกลับมาเป็นปกติดีแล้ว และพูดไปก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องที่พบมาระหว่างบวชนั้นเป็นความจริง แต่ก็เชื่อว่าจริง<br /> เมื่อลาสิกขาบทแล้วผมก็กลับไปทำงานราชการตามปกติ และก็ได้เล่าเรื่องที่พบมาให้อาจารย์สมโชคและพวกพี่ๆ ที่สนิทกันฟังบ้างแต่ไม่ครบถ้วนทั้งหมด เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเรื่องเหล่านี้เล่าให้ใครฟังก็คงจะหาคนเชื่อได้ยาก มีแต่จะถูกคนมองว่าเป็นคนสติเฟื่องเปล่าๆ และตั้งใจว่าจะเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้กับตัวตลอดไป ส่วนเรื่องที่ผมตั้งใจจะกราบขอขมาคุณแม่ และพยายามแก้ไขความผิดต่างๆ ที่ได้เคยกระทำมาก่อนบวชนั้น ก็ได้กระทำตามที่ได้ตั้งใจไว้จนครบถ้วน และตั้งใจว่าถ้าใครให้ทำบุญอะไรผมจะร่วมทำบุญด้วยทุกครั้งไป แล้วแต่ว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น พร้อมทั้งจะส่งเสริมความดีทุกอย่าง แต่เรื่องอิทธิฤทธิ์และปาฏิหาริย์ต่างๆ ก็ตั้งใจว่าจะลืมให้มากที่สุดเพราะคิดว่าไม่ใช่เส้นทางเพื่อการหลุดพ้นจริง และเมื่อกลับมาเป็นฆราวาสแล้วก็พบว่าแม้ผมจะเคยเข้าสมาธิและเข้าฌาณได้ แต่ผมก็ยังมีอารมณ์โลภ โกรธ อยู่ โดยเฉพาะตัวโกรธนั้น ผมเป็นหนักมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนบวชนั้น ผมอาจฆ่าคนตายได้ง่ายๆ แต่โชคดีว่ายังไม่มีเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องฆ่าใครจริงๆ เท่านั้น จึงยังไม่ต้องทำความผิดจริง<br /> หลังจากกลับมาเป็นฆราวาสอีกครั้งหนึ่ง ผมได้ย้อนกลับมาพิจารณาตนเองแล้วก็พบว่าเป็นความจริง ที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การฝึกสมาธิและฌาณนั้นเปรียบเหมือนเอาก้อนหินทับหญ้า หญ้าหรือกิเลสนั้นยังไม่ตายจริงเพียงแต่ไม่สามารถเติบโตและไม่สามารถงอกผ่านหินได้เท่านั้น เมื่อเขาผู้นั้นออกจากสมาธิหรือฌาณ บรรดากิเลสทั้งหลายที่เคยถูกกดทับไว้ ก็จะกลับมาเติบโตและเบ่งบานได้ใหม่ เพราะสมาธิหรือฌาณไม่ได้ฆ่าหรือกำจัดกิเลสจริง เพียงแต่กดทับไว้ชั่วคราวเท่านั้น ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนทางเดินหันมาฝึกวิปัสสนากรรมฐานแทน เพราะการพิสูจน์สิ่งต่างๆ ที่เคยสงสัย ข้องใจอยู่นั้น บัดนี้ผมไม่ได้ติดใจสงสัยอีกต่อไปแล้ว ว่า ผีมีจริง เทวดามีจริง เวรกรรมมีจริงหรือไม่<br /> หลังจากที่ผมเปลี่ยนทิศทางหันมาฝึกวิปัสสนากรรมฐานแทน เพราะเมื่อเรารู้ว่ากฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดมีจริงแน่แล้ว ที่ถูกต้องก็ควรมุ่งตรงพระนิพพานเป็นที่ตั้ง แต่ในช่วงเวลาประมาณปี 2537-2548 ผมก็ยังไม่สามารถปักใจมุ่งตรงพระนิพพานได้ ตัวเราก็ยังคิดและพอใจว่า กิน กาม เกียรติ ยังมีกลิ่นหอมหวาน การจุติเป็นเทวดาและพรหม นั้นก็ยังน่าสนใจอยู่ จิตใจยังไม่ต้องการมุ่งสู่การหลุดพ้นวัฏฏะสังสาร แต่เหตุผลต่างๆ ที่รู้มาจากการอ่านหนังสือก็คอยเตือนว่าการเกิดนั้นมีความไม่แน่นอนสูง เดี๋ยวเป็นคน เดี๋ยวเป็นเทวดา เป็นหมู หมา กา ไก่ ตกนรก ขึ้นสวรรค์ ได้ไม่แน่นอน ตามกรรมที่ได้กระทำไปในแต่ละชาติ<br /> ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2537-2548 ถึงแม้ว่าจิตใจผมยังไม่มุ่งตรงพระนิพพาน แต่ก็ยังพยายามทำวิปัสสนาต่อไปเรื่อยๆ จนต่อมาภายหลังปีใดไม่ทราบชัด ก็ได้ค้นพบว่าเราต้องใช้สติปัฏฐานสี่จึงจะตรงทาง โดยพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่ก็พอจะเข้าใจดีแค่สองอย่างแรกเท่านั้น อีกสองอย่างหลังยังไม่ชัดเจนนัก และในที่สุดก็ได้แนวทางจากที่สรุปจากพระเกจิอาจารย์หลายๆ ท่านว่า คิดอะไรอยู่รู้ว่าคิด รู้สึกอะไรอยู่รู้ว่ารู้สึก และถ้าไม่มีภารกิจอะไรก็จะไม่ส่งจิตออกนอกกาย หรือสรุปง่ายๆ ว่า<br /> &nbsp; <ol> <li>คิดอะไรอยู่รู้ว่าคิด</li> <li>รู้สึกอะไรอยู่รู้ว่ารู้สึก</li> <li>ไม่ส่งจิตออกนอก</li> </ol> สามประโยคง่ายๆ เท่านั้น แต่ทุกท่านที่ฝึกต้องขยันทำ แล้วจะรู้ว่ามีผลจริง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลของการพยายามทำตามแนวทางข้างต้นหลายๆ ปี ทำให้ความโกรธ พยาบาท อาฆาต หวงของหรือตระหนี่ โลภ และกิเลสต่างๆ ลดลงมาก และเริ่มมีปัญญามากขึ้น จนเริ่มปักใจว่าจะมุ่งพระนิพพานเป็นที่ตั้งได้ และกำหนดใจว่าถ้าชาติใดได้พบพระพุทธเจ้าก็ขอบูชาพระองค์ด้วยชีวิต สรุปคือมั่นใจและใจเด็ดขึ้น ซึ่งผมพอสรุปกระบวนการพัฒนาทางจิตได้ว่า เกิดจากการเฝ้าตามดูจิตเรื่อยๆ ทำให้เห็นขยะหรือตัวกิเลส โลภ โกรธ และหลง ชัดเจนขึ้น ทำให้เกิดความรังเกียจกิเลสเหล่านี้ และขจัดกิเลสออกไปเรื่อยๆ จนกิเลสเริ่มลดลงได้บ้าง แต่ก็ต้องพูดตามตรงว่า แม้ผมจะใช้เวลาฝึกฝนอยู่หลายปีทุกวันนี้ผมก็ยังมีกิเลสอยู่<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเล่าเรื่องต่างๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ยังมีความจริงบางอย่างที่ผมควรเล่าเพิ่มเติมเพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดสมบูรณ์ขึ้นคือ ถึงแม้ว่าตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบันผมจะฝึกวิปัสสนากรรมฐานเป็นปกติ และไม่ค่อยได้ใช้แนวทางสมถะและเข้าฌาณเท่าไรแล้ว แต่ผมก็ยังสามารถเข้าฌาณได้ค่อนข้างเร็วมาก เพราะเปรียบเหมือนคนที่เคยว่ายน้ำเป็นแล้วจะไม่ลืมวิธีการว่ายน้ำจนตลอดชีวิต และผมก็ได้พยายามศึกษาทางโหราศาสตร์เพิ่มเติมเพราะรู้แล้วว่ามีอยู่จริงและเพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานในบางครั้ง และยังสามารถใช้ช่วยเหลือญาติมิตร และเป็นที่พึ่งของคนอื่นๆ ที่ตกทุกข์ได้ยากหาทางออกไม่พบได้ด้วย<br /> <br /> <strong>11. ต้องทุ่มเทเรียนโหราศาสตร์ เพื่อช่วยบุตรสาว</strong><br /> ในปี 2542 ผมมีความจำเป็นต้องเร่งเรียนวิชาโหราศาสตร์จนสามารถใช้งานได้ ก็เนื่องจากต้องหาทางช่วยชีวิตลูกสาวตนเองที่ป่วยหนักด้วยโรคเกล็ดเลือดต่ำ (Ideo pathic thrombocytopenic purpura) ผมได้ปรึกษากับอาจารย์หมอแพทย์หญิงประพีร์ สุประดิษฐ์ แพทย์ผู้รักษาซึ่งท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเด็กในขณะนั้น และคุณหมอก็ได้ตอบผมว่าในทางการแพทย์ก็ยังไม่รู้สาเหตุความเป็นมาของโรคนี้ชัดเจนนัก พอฟังคุณหมอตอบเพียงเท่านี้ผมก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นโรคกรรมเก่าอย่างแน่นอน<br /> ผมก็คิดในใจว่าเด็กคนนี้ได้มาเกิดเป็นบุตรสาวของเราแล้วในชาตินี้ ถึงอย่างไรเราก็ควรจะหาทางช่วยชีวิตเขาให้ได้ ผมจึงนั่งสมาธิเข้าฌาณดูก็รู้ว่ามีวิญญาณเจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติสิ่งสู่อยู่ในไขกระดูกจึงทำให้ระบบการสร้างเกล็ดเลือดเสียไป และรู้ว่าต้องแก้ไขโดยการทำให้เจ้ากรรมนายเวรให้อภัยหรืออโหสิกรรมให้จึงจะรอดชีวิต แต่ก็ได้ทดลองสวดมนต์พระอาฏานาติยะปริตเพื่อขับไล่วิญญาณนั้นแต่ปรากฏว่าเธอกลับโวยวายใหญ่ ผมจึงลองเปลี่ยนมาสวดมนต์เมตตากรณียสูตรแทนเธอก็เริ่มสงบลง แต่ในที่สุดผมก็ตัดสินใจพาลูกสาวไปถวายสังฆทานตามวัดต่างๆ ที่ผมศรัทธาและเดินทางผ่านเกือบทุกสัปดาห์ ครั้งละ 4-5 ถัง เพื่อให้ครบองค์สงฆ์อย่างแน่นอน มีการทำบุญใส่บาตรเป็นประจำ และยังบริจาคเลือดทุก 4 เดือน พร้อมทั้งนั่งสมาธิเข้าฌาณทุกคืน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของบุตรสาว แต่แน่นอนว่าการรักษาทางโลกวิญญาณ ก็ควรจะกระทำไปพร้อมๆ กับการรักษาในโลกวิทยาศาสตร์ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันด้วย<br /> ในขณะนั้นผมได้ให้ลูกสาวซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง ออกจากโรงเรียนแม่พระฟาติมาในทันทีเพราะรู้ว่าโรคนี้อันตรายมาก ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่หัว เลือดจะไหลไม่หยุดและต้องผ่าตัดสมอง เพราะตามปกติเกล็ดเลือดของคนทั่วไปจะมีค่าอยู่ประมาณ 120,000-140,000 ขึ้นไป แต่ของลูกสาวผมจะมีค่าเพียง 4,000-5,000 เท่านั้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับระดับ 0% และผมก็เอาตัวลูกสาวมาทำงานด้วยกัน พร้อมกับควบคุมการทานอาหารให้ครบทุกหมู่ และต้องบังคับให้ทานผักให้มากขึ้น และต้องทานผักทุกมื้อด้วย ในขณะนั้นเธอต้องทานยาเพรดนิโซโลนซึ่งก็คือสเตียรอยด์ชนิดหนึ่ง ผลก็คือเธอมีหน้าตากลมดิ๊กเหมือนพระจันทร์ (Moon face) ซึ่งเป็นผลจากการทานยาชนิดนี้ และเธอเป็นโรคนี้อยู่ประมาณแปดเดือนก็หายขาด ผลการตรวจเลือดในระหว่างนั้นสภาพเกล็ดเลือดของลูกสาวผมค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในเย็นวันหนึ่งระหว่างที่ผมได้พาลูกสาวไปหาคุณหมอประพีร์ สุประดิษฐ์ ที่โรงพยาบาลพญาไท 1 เพื่อตรวจเลือดและปริมาณเกล็ดเลือด พร้อมทั้งรับยาเพิ่มเติมตามปกติ หลังจากที่ลูกสาวผมได้ผ่านการรักษาไปแล้วประมาณ 5-7 เดือน ซึ่งผมก็เริ่มมีความมั่นใจแล้วว่าอาการป่วยของลูกสาวผมสามารถรักษาให้หายได้อย่างแน่นอน เพราะปริมาณเกล็ดเลือดของเธอเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเข้าใกล้ระดับคนปกติทั่วไปแล้ว ในครั้งนั้นผมได้พบเห็นเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดเธอมีอายุ 18 ปี แต่ส่วนสูงและรูปร่างของเธอขนาดเท่ากับเด็กอายุ 12 ปีเท่านั้น ซึ่งในขณะนั้นไม่แน่ใจว่าผมได้ถามเธอไปหรือไม่ว่า เธอเป็นโรคเกล็ดเลือดต่ำหรือเปล่าและต้องได้รับการรักษาด้วยยาสเตรียรอยด์ด้วยหรือไม่ (ผลข้างเคียงของการรักษาโรคด้วยยาสเตรียรอยด์จะทำให้ร่างกายหยุดชะงักการเจริญเติบโต ตั้งแต่เริ่มได้รับยานี้ คือ ถ้าเริ่มกินยาขณะอายุ 12 ปี ก็จะไม่เจริญเติบโตอีกต่อไป อย่างมากก็สูงขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น) ผมก็จำไม่ได้ชัดนัก แต่ในขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ ผมจำได้ชัดเจนเพียงว่า ในเวลานั้นผมต้องรีบไปเข้าห้องน้ำก่อน (ที่ต้องกลั้นไว้นาน เพราะจะอยู่เป็นเพื่อนลูกสาวที่มีอายุ 3 ปีกว่า เพื่อให้กำลังใจในขณะที่เธอต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหาปริมาณเกล็ดเลือด) และผมตั้งใจว่าเมื่อเสร็จธุระแล้วก็จะรีบออกมาตระครุบตัวเธอไว้ เพื่อพูดคุยกันให้ละเอียด พร้อมทั้งแนะนำวิธีการรักษาโรคกรรมเก่าอย่างที่ลูกสาวผมกำลังเป็นอยู่ให้เธอได้รู้ แต่ผมก็คิดในใจว่าเธออาจจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่ถึงอย่างไรผมก็จะลองให้โอกาสเธอดู เผื่อว่าเธอจะมีโอกาสหายป่วยได้บ้าง แต่ก็แปลกจริงๆ ผมก็ไปเข้าห้องน้ำแค่ 4-5 นาทีเท่านั้น พอออกมาก็ไม่เห็นตัวเธอแล้ว ผมก็ได้พยายามสอบถามพยาบาลและเดินวนหาจนทั่วบริเวณนั้นก็ไม่พบตัวเธอ จึงต้องทำใจว่าเธออาจมีกรรมบังอยู่ก็ได้ จึงทำให้ต้องคลาดกัน และผมก็ไม่ได้พบเธออีกเลย แม้จะพาลูกสาวผมไปหาหมออีกประมาณ 2-4 ครั้ง ก่อนที่ลูกสาวผมจะหายป่วยจนกระทั่งปัจจุบันนี้<br /> ความจริงในระหว่างที่ลูกสาวผมป่วยและกำลังรักษาตัวอยู่นั้น ผมก็ได้ตั้งใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์สิบลัคนาจนพอมีความรู้ที่จะใช้งานได้ เพื่อจะนำมาแก้ไขปัญหานี้ หลังจากที่เคยคิดว่าจะค่อยๆ เรียนไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าเรียนยากมาก แต่พอมีปัญหาใหญ่ๆ ให้ต้องแก้ไขเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องทุ่มเทเพื่อเรียนให้รู้พอที่จะสามารถใช้งานได้ ซึ่งจนกระทั่งทุกวันนี้ผมก็ต้องยอมรับว่าวิชาโหราศาสตร์เรียนอย่างไรก็ไม่มีวันจบสมบูรณ์ เพราะเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับกรรมเก่าและกรรมใหม่หรือกฎแห่งกรรม และมักจะพบเสมอๆ ว่าถ้าเจ้าของดวงชะตาเป็นผู้มีศีลธรรมสูงจริงๆ ก็อาจจะเปลี่ยนวิบากกรรมหรือผลของกรรมได้บ้าง และเมื่อผมตั้งใจเรียนวิชาสิบลัคน์จึงได้รู้ความจริงทางโหราศาสตร์ว่าในปีที่ลูกสาวผมเริ่มป่วยตอนปลายปี 2541 นั้น ดวงชะตาบุตรสาวผมตกตำแหน่งดาวอายุเป็นกาลกินี และผมได้กระทำผิดพลาดไปคือตั้งชื่อของเธอออกจากเดชซึ่งผิดหลักการ ทำให้ดาวอายุนับจากวันเกิดของเธอกลายเป็นกาลกินี จึงทำให้เธอป่วยหนัก ผมจึงได้แก้ไขชื่อเธอเสียใหม่ให้ถูกต้องและเพิ่มตัวอักษรที่เป็นดาวอายุเข้าไป เพื่อให้อายุและสุขภาพของเธอดีขึ้นด้วย แต่หลักการที่สำคัญคือต้องทำทาน รักษาศีล และบำเพ็ญภาวนา เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของบุตรสาวเพื่อให้ท่านเหล่านั้นให้อโหสิกรรมแก่บุตรสาวผม เพราะถึงแม้ว่าเราจะสามารถรักษาโรคบางโรคให้หายได้ แต่ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยังไม่อโหสิกรรมให้ เดี๋ยวเจ้ากรรมนายเวรท่านก็จะส่งโรคภัย หรืออุบัติเหตุมาให้อีกอยู่ดี ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ถูกต้องคือการแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าพูดความจริงออกไปเช่นนี้แล้วจะมีใครบ้างที่จะเชื่อถือและยอมรับ<br /> นอกจากนี้ในระหว่างแปดเดือนที่บุตรสาวผมป่วยอยู่นั้น พี่สาวผมคนหนึ่งที่อยู่ฮ่องกงเป็นห่วงหลานสาวมาก เพราะในขณะนั้นญาติผมทุกคนคิดว่าเธอกลับบ้านแน่นอน และได้กรุณาไปสอบถามจากหวังต้าเซียน.ซึ่งท่านเป็นเทพเจ้าจีนที่ศาลเจ้าใหญ่แห่งหนึ่งในฮ่องกง และท่านให้คำตอบว่าลูกสาวผมป่วยด้วยสาเหตุที่มีคุณไสยอยู่ในเลือด ในขณะที่ผมก็ได้สอบถามจากพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ตามวัดต่างๆ ที่พาบุตรสาวไปไหว้และถวายสังฆทานหลายๆ ครั้ง ด้วยการเสี่ยงเซียมซีและทุกครั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านก็จะตอบเหมือนกันว่า ลูกสาวผมหายป่วยแน่นอนแต่ไม่ใช่ในขณะนั้น คือแปลว่าต้องใช้เวลารักษาและชดใช้เวรกรรมเสียก่อนจึงจะหายป่วยได้ แต่ในที่สุดเธอก็หายป่วยมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วตัวท่านละจะคิดว่าเรื่องนี้มีเหตุผลอย่างไร หลักการทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ จะรองรับเรื่องนี้ได้ไหม เพราะผมเองก็งง งง เหมือนกัน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากผมได้รู้วิชาโหราศาสตร์แล้ว ในช่วงแรกๆ ก็ทดลองดูดวงชะตาญาติสนิทมิตรสหายใกล้ตัว เพื่อพิสูจน์หลักวิชา และค่อยๆ พัฒนาความเข้าใจและความแม่นยำขึ้นเรื่อยๆ จนรู้ว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด และตลอดเวลาที่ผ่านมาร่วมสิบห้าปีหลังจากรู้วิชานี้แล้ว ผมได้ช่วยเหลือดูดวงชะตาคนไว้หลายพันคนทั้งที่เป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ญาติสนิทมิตรสหาย คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักกัน เป็นต้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่หนักหนาสาหัสให้ โดยมีเงื่อนไขว่าขอให้ผู้ที่ผมช่วยดูดวงชะตาให้ทุกคนไปถวายสังฆทานอุทิศบุญกุศลให้กับครูบาอาจารย์ของผม ซึ่งท่านเหล่านั้นอาจเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โอกาสคนได้ไปหัดทำบุญเข้าวัดกันบ้าง และครูบาอาจารย์ผมท่านจะได้เมตตายิ่งขึ้น ซึ่งก็ขอให้ทุกคนรับเป็นสัจจะไว้ และก็มีอีกหลายครั้งที่การดูดวงชะตาต้องไปเกี่ยวพันกับเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณต่างๆ ในสถานที่อยู่อาศัยหรือที่ทางอื่นๆ รวมไปถึงเจ้ากรรมนายเวรของคนเหล่านั้น บางครั้งก็บอกได้ชัด แต่บางครั้งก็ไม่อาจบอกได้ รวมทั้งได้เคยสนับสนุนให้มีการตั้งศาลต่างๆ มาหลายครั้งเพื่อแก้ปัญหาให้มนุษย์ และวิญญาณต่างๆ รวมถึงเทพเจ้าท่านได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขด้วย แต่เนื่องจากถ้าผมพยายามเขียนเรื่องราวทั้งหมดในขณะนี้ก็จะยาวเกินไปและผมไม่มีเวลาเพียงพอ จึงขอเก็บประสบการณ์จริงๆ ที่ได้พบเจอในเรื่องเหล่านี้เอาไปเล่าในโอกาสหน้าก็แล้วกันนะครับ ต้องขออภัยด้วย<br /> <br /> <strong>12. พิสูจน์ผลของฌาณ โดยบอกลักษณะของที่ดินก่อนจะได้เห็นจริง </strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมขอนำท่านกลับมาสู่โลกปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการพูดคุยกันในรถ CRV สีขาวของพี่จักรไปตลอดทาง และโดยส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนเล่าเรื่องต่างๆ ให้คณะได้ฟัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนฟังจะเบื่อหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าไหนๆ ก็ตั้งใจจะเล่าให้ฟังแล้ว ก็ควรให้รายละเอียดมากพอสมควร และในระหว่างทางคณะของเราทั้ง 4 คน ได้แวะพักทานข้าวเที่ยงวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553 กันที่ร้านอาหารริมถนนแถวๆ น่าจะเป็นสิงห์บุรี แต่ผมจำชื่อร้านไม่ได้ เมื่อทานข้าวเสร็จเราก็เดินทางต่อไปยังอุตรดิตถ์ก่อนเป็นสถานที่แรก เนื่องจากพี่จักรเป็นคนอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ และพี่จักรซึ่งกำลังเรียนแพทย์แผนโบราณอยู่นั้นได้พูดกับคณะแพทย์แผนโบราณอีกสองคนว่า จะไปดูที่ดินเพื่อจะปลูกสมุนไพรต่อไป<br /> ขณะที่ผมก็คิดในใจว่าถ้าผมเล่าเรื่องต่างๆ โดยไม่มีบทพิสูจน์เดี๋ยวทุกคนในคณะจะคิดว่าที่ผมเล่ามาทั้งหมดเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยเกินไป จึงพยายามรวบรวมสมาธิเข้าฌาณให้ได้เพื่อจะลองดูซิว่าที่ดินของพี่จักรอยู่ตรงไหน มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เนื่องจากการพูดคุยกันมากทำให้ฟุ้งซ่านและเป็นการส่งจิตออกนอกกาย จึงทำให้พลังจิตจึงอ่อนลง ผมจึงสามารถเข้าได้แค่ฌาณอ่อนๆ เท่านั้น ปรากฏว่าผมเห็นภาพที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ทางขวาของถนนพหลโยธิน (น่าจะเรียกชื่อได้ถูกเพราะไม่ได้สอบทานจากแผนที่หรือกูเกิลแมพ) ทางเข้าสู่ที่ดินนี้ต้องเลี้ยวไปทางขวาของถนน จากนั้นก็ไปตามเส้นทางที่ยึกยักไปมาและไกลพอควร จนกระทั่งถึงถนนดินลูกรัง และที่ดินแปลงนั้นหันหน้าเข้าหาโอบล้อมของภูเขาลักษณะประมาณ 30-40% ของวงกลม เป็นแนวเขาที่ดูเนียนไม่ค่อยตะปุ่มตะป่ำมากนัก ปรากฏว่าพี่จักรบอกว่าผมดูผิดแปลงเป็นที่ดินแปลงที่สองของท่าน ผมก็งง เพราะนึกว่าพี่จักรมีที่ดินแปลงเดียวเสียอีก เอาละซิ แล้วอีกแปลงจะใช้อะไรเป็นเครื่องสังเกตทางจิตดี พี่จักรก็พูดต่อไปว่าที่ดินแปลงแรกที่จะไปดูนั้น อยู่ใกล้แม่น้ำน่าน ผมก็คิดในใจว่าตลกดี จะดูที่ดินแปลงแรกแต่ดันไปเห็นที่ดินแปลงที่สองเข้า ผมก็เลยพยายามตั้งสมาธิดูใหม่พยายามใช้สายตานกมองจากมุมสูง (Bird eye view) ค้นหาแปลงที่ใกล้แม่น้ำน่าน ก็มองเห็นว่าเป็นที่ดินแปลงสี่เหลี่ยมค่อนข้างเตียนๆ โล่งๆ อยู่ทางขวาของถนนใหญ่ เลี้ยวเข้าไปไม่ไกลเหมือนแปลงที่สองที่ได้ดูผิดไปก่อนหน้านี้ พอเลี้ยวเข้าไปปุ๊บก็จะมองเห็นที่ดินอยู่ทางขวามือ และมีแม่น้ำอยู่ด้านหลังที่ดิน จากที่มองเห็นทางจิตแม่น้ำจะกว้างประมาณ 20-30 เมตร ตลิ่งลงลึกชันชายน้ำติดริมตลิ่งเป็นหินกรวด น้ำไหลไม่ค่อยแรง (นี่คือสภาพของแม่น้ำน่านที่บริเวณนั้น ในเย็นวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553) และผมมองเห็นเขื่อนซึ่งน่าจะเป็นเขื่อนสิริกิตต์อยู่ไกลพอควรแต่กำหนดระยะทางที่ชัดเจนไม่ได้ ถ้ากำหนดว่าที่ดินนี้อยู่ทางขวาของถนน ด้านหลังที่ดินแปลงนี้เป็นแม่น้ำ เขื่อนจะอยู่ด้านหน้าของถนนเยื้องไปทางซ้ายประมาณ 15 องศาจากจุดที่มองที่ดินแปลงนั้นบนถนน ข้อสังเกตที่สำคัญคือในการดูที่ดินแปลงนี้ผมไม่สามารถกำหนดระยะทางได้ จะรู้แต่ทิศโดยประมาณ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมก็พูดของผมไปเรื่อยๆ ตามสิ่งที่เห็น และได้ถามพี่จักรว่าที่ผมเห็นนั้นเป็นอย่างไรใกล้เคียงหรือไม่ พี่จักรตอบว่า 80% ขณะที่ผมก็คิดในใจว่าเราได้บอกลักษณะที่ดินก่อนถึงสถานที่จริงประมาณ 30-40 กิโลเมตร เหลือขั้นตอนต่อไปคือต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาจริงๆ จึงจะรู้ว่าเหมือนกับที่ได้เห็นทางจิตหรือไม่ เพราะตัวผมเองก็ยังอยากพิสูจน์ตัวเองเหมือนกัน ปรากฏว่าพอไปถึงที่ดินแปลงแรก เลี้ยวขวาจากถนนสายหลักจริง และเป็นทางราดยางหรือถนนปูนจำไม่ได้แล้ว เข้าไปประมาณ 100-300 เมตร ก็เลี้ยวซ้ายขึ้นไป และที่ดินแปลงนี้อยู่ทางซ้ายของถนน ลักษณะใกล้เคียงกับที่ผมเห็นมาก เพราะผมเห็นสระน้ำใหญ่สี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่บนที่ดินด้วย แต่ไม่ได้โฟกัสตำแหน่งของสระไว้เพราะจะเป็นการเพ่งมองหรืออยากรู้ที่แรงเกินไปทำให้มีกิเลสแทรกมาก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมต้องทำจิตว่างๆ กำหนดรู้เบาๆ แล้วถ้าจะได้เห็นภาพอะไร ภาพนั้นก็จะโผล่ขึ้นมาในสมองเอง ไม่ต้องไปนึกไปคิดอะไร แต่ถ้าตั้งใจอยากรู้มากก็จะกลายเป็นตัวผู้เพ่งมองจินตนาการภาพขึ้นมาเองซึ่งจะไม่ตรงกับความจริงเลย ส่วนความคมและความชัดเจนของภาพที่เห็นก็แล้วแต่เงื่อนไขซึ่งมีเหตุผลที่ซับซ้อนมาก ยังไม่ขออธิบายในที่นี้ ส่วนคณะของเราทั้งสี่คนก็ได้เดินดูที่ดินแปลงนั้นและคิดแผนการทำอะไรต่างๆ ในการปลูกพืชสมุนไพรอีกสักพักใหญ่ หลังจากนั้นพี่จักรก็ขับรถพาคณะของเราไปดูที่ดินแปลงที่สอง โดยขับออกจากที่ดินแล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นไปต่อ โดยไม่กลับออกทางเดิม เมื่อขับไปได้ประมาณ 50-100 เมตร เมื่อถึงทางแยกก็เลี้ยวซ้าย และพี่จักรก็บอกว่าผมคงจะเห็นที่ดินแปลงแรกนี้จากถนนเส้นนี้ จึงได้ภาพที่เห็นดังกล่าว เมื่อผมย้อนมานึกตรึกตรองในขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้ก็คิดว่าจริง เพราะถ้ามองจากถนนเส้นนี้ภาพที่ได้จะใกล้เคียงมากๆ แต่ขอพูดตามตรงว่าคนที่จะปฏิบัติธรรมได้ดีต้องมีความซื่อตรงมากๆ สำหรับตนเอง (แต่คนเราจะพูดอย่างไรในสังคมก็ต้องพยายามออมชอมรักษาน้ำใจกัน ไม่อย่างนั้นวงแตกหมดครับ) ไม่เข้าข้างตนเอง ดังนั้นในขณะนั้น ผมก็รู้สึกว่าความแม่นยำในการมองดูที่ดินแปลงนี้แค่ 50-60% เท่านั้น แต่เมื่อมานั่งคิดดูในขณะนี้ว่า ถ้าผมมองจากถนนอีกเส้นหนึ่งนี้ จะใกล้เคียงมากๆ ซึ่งก็รู้สึกว่าแปลกดีนะ<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากดูที่ดินแปลงแรกเสร็จ พี่จักรก็พาไปดูที่ดินแปลงที่สองต่อไป ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดก็ขับไปตามถนนใหญ่และเลี้ยวขวาเข้าถนนใหญ่อีกเส้นหนึ่ง จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนราดยาง ผ่านวัดบนเนินเขาทางขวามือ และขับต่อไปอีกไกล น่าจะเกิน 10 กิโลเมตร ผ่านป่าชุมชนด้านซ้ายมือและพอใกล้ถึงที่ดินก็เลี้ยวขวาจริง ทางเป็นลูกรังจริง อยู่ในโอบล้อมภูเขาครึ่งวงกลมจริง แนวเขาเนียนๆ จริง แต่ทิศของที่ดินผิดไปนิดหนึ่ง เพราะภาพที่ผมเห็นที่ดินอยู่ทางซ้ายมือของถนนลูกรังและไม่ได้ปลูกต้นไม้อะไรไว้ แต่ปรากฏว่าที่ดินนี้อยู่ทางขวามือของถนนลูกรังและมีต้นสักปลูกอยู่เต็มพื้นที่ ผมจึงได้รู้ว่ามองดูผิดไปกลายเป็นมองเห็นที่ดินติดถนนลูกรังฝั่งตรงข้ามกัน แต่สภาพพื้นที่โดยรวมถือว่าใกล้เคียงมาก ก็แปลกดีนะ ความรู้สึกบอกว่าตัวผมเองยังไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในขณะที่ดูที่ดินแปลงที่สองอยู่นั้นผมก็เห็นเทวดาชายร่างสูงกว่าแนวเขานั้นเสียอีก ความจริงแล้วผมมองเห็นท่านก่อนมาถึงที่ดินนี้ ตั้งแต่ตอนเพ่งดูที่ระยะห่าง 30-40 กิโลเมตรในครั้งแรกแล้ว โดยท่านอยู่ในท่ายืนหันหน้าเข้าหาที่ดิน โดยมีภูเขารูปครึ่งวงกลมใกล้ๆ นั้นอยู่ข้างหลังท่าน แนวเขานั้นสูงเพียงแค่ต้นขาท่านเท่านั้น ลักษณะการแต่งตัวก็สวมสังวาลย์ที่กายท่าน เป็นเส้นไขว้กัน มีเพชรพลอยประดับ และสวมชฎาทรงเตี้ยหรือมงกุฎประดับด้วยเพชรพลอยที่สะท้อนแสงได้งดงามดี ผมก็บอกให้ทุกคนในคณะที่ร่วมเดินทางได้รับรู้ว่าท่านยินดีต้อนรับ ขณะที่ทุกคนต่างสนใจเดินดูสมุนไพรหายากหลายชนิดที่ขึ้นอยู่บนที่ดินของพี่จักรแปลงนั้น ซึ่งเป็นสวนป่าสักอายุประมาณ 15-20 ปี และมีร่มเงาดี ไม่ได้ฉีดยาฆ่าหญ้า จึงมีพืชสมุนไพรหลายชนิดที่คงจะเป็นพืชพันธุ์ที่มีอยู่เดิมในท้องถิ่นนั้นมาก่อน กลับมางอกขึ้นใหม่อีกครั้งภายหลังจากการถางป่าในครั้งก่อนๆ สมุนไพรที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนั้นมีอยู่มากมาย หมอสมุนไพรในคณะทั้ง 3 ท่าน ต่างดีใจกันใหญ่ ผมดูแล้วก็สนุกสนานดีและพลอยยินดีไปด้วย คิดในใจว่า เออ ซื้อสวนป่าสักแต่ได้แถมสวนสมุนไพรซึ่งมีค่ามากกว่าด้วย โชคดีจริงๆ<br /> เมื่อเดินๆ ดูแล้วก็ได้ข้อคิดว่า ชาวบ้านแถวนั้นขาดความรู้จึงได้ถางป่าและพืชสมุนไพรที่มีค่าสูงมาก เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น การที่ชาวบ้านเลือกพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าต่ำ แต่กลับละทิ้งของที่มีค่าสูงกว่ามากเพราะความไม่รู้ในคุณค่าอย่างแท้จริง เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าเห็นใจจริงๆ เพราะว่าพืชสมุนไพรต้นเล็กๆ เพียงไม่กี่ต้น ที่ชาวบ้านถางทิ้งเพื่อปลูกข้าวโพดนั้น ถ้าได้นำมาใช้ร่วมกับความรู้ทางการแพทย์แผนโบราณที่หมอสมุนไพรไทยรู้อย่างเจนจบแล้ว อาจสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงมากจนถึงขนาดสามารถช่วยชีวิตคนใกล้ตายไว้ได้ และขณะนี้ก็ยังมีโรคภัยอีกหลายชนิดที่การแพทย์แผนปัจจุบันอาจต้องยอมแพ้แต่พืชสมุนไพรอาจช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดได้ และได้คิดต่อไปอีกว่าถ้ากระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงสาธารณสุขของไทยจะได้ช่วยพัฒนาภูมิความรู้ที่มีอยู่เดิมของไทย โดยการสนับสนุนส่งเสริมการแพทย์แผนไทยและการปลูกพืชสมุนไพรไทยอย่างลึกซึ้งและจริงจังแล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะสามารถส่งออกกิจการแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรไทย ไปสู่ตลาดโลกเพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนไทย และประเทศไทยได้อย่างมหาศาลไม่แพ้การส่งออกสินค้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะของเราได้เพลิดเพลินกับการดูพืชสมุนไพรอยู่นานร่วมชั่วโมง พอฟ้าเริ่มมืดก็เดินทางกลับเข้าตัวเมืองอุตรดิตถ์ สำหรับตัวผมคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้มาเยือนเมืองนี้ หลังทานอาหารค่ำแล้ว หมอเชิด หมอโต และผม ได้พักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านกลางเมืองนี้ ขณะที่พี่จักรกลับไปพักที่บ้านคุณแม่ของท่านซึ่งมีอายุประมาณ 90 ปี เพื่อเยี่ยมคุณแม่ แต่พวกเราอีก 3 คน ไม่ได้ไปด้วย เนื่องจากมีเวลาจำกัดมาก<br /> <br /> <strong>13. ไปลำปางเพื่อปรึกษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไปวังเหนือ พบท่านอาจารย์สมโชค</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รุ่งขึ้นวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม 2553 พี่เชิดวางแผนเดินทางไปบ้านพี่เชิดที่ลำปางแต่ผมจำชื่ออำเภอไม่ได้ โดยอยู่ห่างจากเมืองอุตรดิตถ์ประมาณ 100 กิโลเมตร ระหว่างเดินทางผมใช้การจับยามอัฐกาลสำหรับวันอังคารดู และคิดว่ายามดีที่สุดของวันนี้คือ ยามพฤหัสเป็นยามศรีในเวลาประมาณ 15.00-16.30 น. จึงคาดว่าคณะของเราจะได้พบเจ้าพ่อข้อมือเหล็กในเวลานั้น และพี่เชิดบอกว่าปกติจะมีคนเข้าไปหาเจ้าพ่อทั้งวัน และระหว่างเดินทางผมก็พยายามส่งจิตเพื่อขอพบท่าน ซึ่งท่านก็ให้การต้อนรับดี แต่ปรากฏว่าหลังจากแวะบ้านหมอเชิดพี่เขยจนถึงเวลาเที่ยงกว่า คณะของเราก็ออกเดินทางไปไหว้เจ้าพ่อข้อมือเหล็กที่บ้านป่าตัน ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ โดยแวะรับประทานอาหารเที่ยงระหว่างทาง เมื่อไปถึงบ้านคุณพี่ท่านหนึ่งที่เป็นร่างทรงเจ้าพ่อ ปรากฏว่าเจ้าพ่อท่านพึ่งจะออกจากการทรง และพรุ่งนี้วันพุธท่านก็จะงดเข้าทรงอีก ดังนั้นการเดินทางมาลำปางครั้งนี้ ผมจะไม่มีโอกาสสอบถามปัญหาจากเจ้าพ่ออย่างแน่นอน ผมก็เลยรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยว่า ท่านก็ต้อนรับดี แต่ทำไมถึงไม่ได้พบท่านขณะประทับทรงอยู่ จึงถามคุณพี่ที่เป็นคนทรงว่าเจ้าพ่อข้อมือเหล็กท่านมีศาลอยู่ที่ในหมู่บ้านหรือไม่ คนทรงท่านบอกมีศาลของเจ้าพ่ออยู่ที่หลังตลาดริมลำน้ำจางเลยสะพานไปเล็กน้อย ผมจึงขอให้พี่จักรช่วยพาไปไหว้เจ้าพ่อที่ศาลของท่านด้วย เพราะคิดว่าถ้าไปไหว้ท่านที่ศาลอาจได้รับสัญญาณจากเจ้าพ่อชัดเจนขึ้น ระหว่างทางผ่านวัดแห่งหนึ่งมีรูปปั้นเจ้าแม่จามเทวีอยู่คณะของเราจึงได้ไหว้ท่าน ณ ที่นั้น และผมก็บอกกับคณะว่าคงไม่ต้องไปลำพูนเพื่อไหว้เจ้าแม่ท่านแล้ว เพราะเราได้ไหว้ท่านที่นี่แล้ว จากนั้นพี่จักรก็กรุณาพาคณะของเราไปที่ศาลเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก ผมได้อ่านประวัติท่านที่ติดไว้หน้าศาลซึ่งบรรยายว่าท่านเป็นนายทหารสมัยอยุธยา ผมจึงไหว้ท่านและกราบลา โดยท่านได้ส่งสัญญาณบอกว่า ผมเป็นคนดีอยู่แล้วจะมาถามท่านทำไมอีก ผมก็คิดในใจว่าครั้งนี้ยังไม่มีบุญวาสนาได้สอบถามท่าน ถ้ามีโอกาสมาลำปางครั้งต่อไปจะมาไหว้ท่านใหม่ก็แล้วกันครับ เพราะผมชอบมากที่ท่านพูดสอนสั่งแก่ผู้ที่ไปกราบไหว้ท่าน อย่างชัดๆ ตรงๆ โดยไม่ต้องตีความเลย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากนั้นคณะของเราก็เดินทางไปตัวเมืองลำปางเพื่อพบกับท่านอาจารย์บุญยงค์ซึ่งเป็นแพทย์แผนโบราณที่มีชื่อเสียง และเมตตาช่วยสอนกวดวิชาพิเศษแก่ลูกศิษย์แพทย์แผนโบราณเป็นวิทยาทาน เพื่อขอให้ท่านช่วยพาคณะของเราไปไหว้เจ้าแม่สุชาดา เพื่อจะได้ทราบประวัติความเป็นมาของท่านได้ชัดเจนขึ้น และอาจจะได้รับรู้ว่าท่านมีความประสงค์ให้ผมทำอะไรหรือเปล่า เมื่อไปถึงวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม คณะของเราได้ไหว้เจ้าแม่สุชาดา แต่ผมก็ไม่ได้รับสัญญาณติดต่อจากท่านแต่อย่างใด จึงได้ลองเสี่ยงเซียมซีดูเพื่อจะขอทราบความประสงค์ของท่าน ปรากฏว่าเสี่ยงเซียมซีครั้งแรก ไม่มีหมายเลขที่ไม้ติ้ว และเสี่ยงเซียมซีครั้งที่สอง ปรากฏว่าได้หมายเลขหนึ่งซึ่งก็ไม่มีใบแปลความหมายของเซียมซีหมายเลขหนึ่งอีก ผมจึงยอมแพ้และรู้ว่าเจ้าแม่สุชาดาท่านไม่ประสงค์จะบอกอะไรผมอีก<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากไหว้เจ้าแม่สุชาดาเสร็จแล้วคณะของเราก็ได้เดินทางต่อไปที่วังเหนือ จังหวัดลำปาง เพื่อพบกับท่านอาจารย์สมโชค ตามที่ผมได้โทรศัพท์นัดหมายไว้ว่าจะนำคณะแพทย์แผนโบราณไปขอความรู้จากท่าน ท่านเป็นอดีตวิศวกรที่เกษียณราชการก่อนกำหนดไปร่วมสิบปีแล้ว ท่านอาจารย์ได้เคยศึกษาเรื่องยารักษาโรคเอดส์สำเร็จเมื่อประมาณปี 2540 โดยขณะนั้นท่านได้เรียนแพทย์แผนไทยรุ่นแรกกับท่านอาจารย์แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ แต่ความที่ท่านอาจารย์สมโชคเป็นคนมีอดีตแต่ปางก่อนและมีครูบาอาจารย์ในโลกทิพย์คอยให้การสนับสนุนจึงสามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อให้เป็นจริงได้คือทำยารักษาโรคเอดส์ได้ และท่านอาจารย์สมโชคได้ตั้งใจว่าจะจดทะเบียนยารักษาโรคเอดส์นี้ให้สำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากท่านปรมาจารย์แพทย์แผนไทยคือ หลวงปู่ชีวกโกมารภัจจ์ ท่านไม่อนุญาตให้จดทะเบียนยา เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลแต่ให้จดทะเบียนเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ท่านอาจารย์สมโชคที่แม้จะได้รู้สูตรยารักษาโรคเอดส์มานานแล้ว แต่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมาร่วมสิบปี แทนที่จะได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีไปแล้ว<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อคณะของเราเดินทางถึงบ้านอาจารย์สมโชคที่วังเหนือ เป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็นแล้ว ท่านอาจารย์ได้ออกมาต้อนรับพร้อมกับบอกว่าได้อธิษฐานจิตไว้ว่า ถ้าคณะของเรามาถึงหลังหนึ่งทุ่ม ท่านก็จะไม่คอยต่อไปและเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในทันที และท่านยังได้บอกกับผมอีกว่าได้นอนคิดใคร่ครวญอยู่ 2 คืน ในที่สุดได้ตัดสินใจจะให้ผมหาทางนำสูตรยารักษาเอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี เป็นต้น ไปจดทะเบียนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมเสียที หลังจากที่ได้ปิดบังไว้นานร่วมสิบปี ซึ่งผมก็บอกตรงๆ ว่า งง งง แต่ก็อนุโมทนาด้วยที่ท่านอาจารย์ใจดีแสดงความเมตตาต่อส่วนรวม<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากพูดคุยกันประมาณ 20 นาที อาจารย์สมโชคได้พาคณะของเราไปหาพี่เจี๊ยบ หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี ซึ่งได้ย้ายบ้านจากกรุงเทพฯ มาเปิดร้านสะดวกซื้ออยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงกัน เมื่อพบกันแล้ว พี่เจี๊ยบได้พาคณะของเราเดินไปสนทนากันยังบ้านหลังใหม่ที่กำลังปลูกอยู่แต่ยังไม่สร้างเสร็จ ซึ่งผมคาดคะเนว่าคงใช้งบประมาณก่อสร้างไปแล้ว 4-5 ล้านบาท หลังจากคณะของเราพูดคุยกับพี่เจี๊ยบไปได้สักห้านาที ผมก็ได้เห็นพระแม่อุมาเทวีซึ่งเป็นมเหสีขององค์พระศิวะมหาเทพ ลอยอยู่เหนือหัวพี่เจี๊ยบ ผมจึงบอกพี่เจี๊ยบให้ทราบ และพี่เจี๊ยบได้ตอบว่า ท่านก็เคารพนับถือพระแม่ท่านอยู่ ต่อจากนั้นพี่เจี๊ยบบอกว่าท่านได้ย้ายบ้านมาจากดอนเมือง กรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับภัยพิบัติในอนาคต และท่านได้เมตตาชี้แนะและบอกกล่าวเรื่องราวของทุกคนในคณะให้ได้ทราบกัน ซึ่งคณะของเราขอขอบพระคุณพระแม่อุมาและพี่เจี๊ยบไว้ด้วยครับ<br /> <br /> <strong>14. ท่านท้าวรณกาจ พนาสูรย์ และความเป็นมาของวัดพุทธประทับ</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากนั้นท่านอาจารย์สมโชคได้กรุณาพาคณะของเรา ไปไหว้พระบรมธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัปป์นี้คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโคนาคะมโน พระพุทธเจ้ากัสสปะ พระพุทธเจ้าสิทธัตถะ และจิตผมก็รู้ว่าในอนาคตเมื่อพระพุทธเจ้าศรีอาริยะเมตไตรย์ ท่านตรัสรู้แล้วก็จะเสด็จมาบรรจุพระเกศาธาตุไว้ที่พระเจดีย์แห่งนี้อีก<br /> เมื่อไปถึงคณะของเราได้ทำตามที่คุณเจี๊ยบได้กล่าวเตือนไว้ว่าเมื่อเข้าเขตโบสถ์และเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์ทุกคนต้องถอดรองเท้าออก เพราะเป็นสถานที่ที่มนุษย์และเทวดาเคารพ ถ้าใครไม่ถอดรองเท้าออกจะมีบาปกรรมติดตัว ในอนาคตจะต้องถูกทำโทษ เช่น ถูกกรีดฝ่าเท้า เป็นต้น จากนั้นคณะของเราได้ทำความเคารพพระบรมธาตุเจดีย์ ด้วยการเดินทักษิณาวัตรรอบพระเจดีย์สามรอบเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก แต่ทุกคนในคณะก็มีความปิติยินดียิ่งเพราะเป็นการบำเพ็ญวิริยะบารมีที่ดีอย่างหนึ่ง<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อเสร็จจากการไหว้พระบรมธาตุเจดีย์แล้วคณะของเราได้เชิญท่านอาจารย์สมโชคให้ร่วมทานอาหารค่ำด้วยกัน ระหว่างที่กำลังทานอาหารอยู่นั้น ท่านได้พูดถึงที่ดินแปลงหนึ่งที่อยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งและบรรยายว่าเป็นที่ดินดีเหมาะแก่การปลูกพืชสมุนไพรและราคาไม่แพง ปรากฏว่าจิตผมก็มองเห็นที่ดินแปลงนั้นทันทีว่าอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง รู้ทิศทางโดยประมาณจากที่เรานั่งทานข้าวอยู่ได้โดยใกล้เคียง เป็นพื้นที่ค่อนข้างราบบนยอดเขา และที่ดินนี้ปลูกพืชอะไรไม่ค่อยขึ้น ต่อมาก็เห็นอะไรตัวใหญ่ๆ ดำๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นอสูร หรือมาร มายกที่ดินแปลงนี้ชูขึ้นเหนือศีรษะท่าน และเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็มองเห็นนางฟ้าในรูปแบบเดียวกับในปฏิทินปีใหม่นั่นเลยแหละครับ มาบินโปรยดอกไม้รอบที่ดินแปลงนี้ ทันใดนั้นจิตผมก็รู้ว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของสูงมาก ปลูกพืชอะไรก็ไม่ขึ้น คนธรรมดาปลูกบ้านอยู่ก็ไม่ได้ ต้องสร้างเป็นวัดเท่านั้น และในอนาคตจะมีพระภิกษุมาบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่วัดนี้ด้วย และก็ได้รู้ต่อไปว่าสถานที่นี้พระพุทธเจ้าท่านเคยเสด็จมาประทับแล้วสี่พระองค์ ต่อมาผมก็ได้เห็นท่านผู้ยกที่ดินแปลงนี้ชัดเจนขึ้น ท่านเป็นพญายักษ์ร่างกายสีดำสนิท ยิ่งขณะฝนกำลังตกหนักในเวลาสองทุ่มครึ่ง ยิ่งมองใบหน้าท่านไม่ชัด มองเห็นชัดแต่ฟันขาวๆ แต่มองเห็นศีรษะท่านสวมมงกุฎทองคำ และสวมรัดข้อทองคำขนาดใหญ่ทั้งที่ข้อมือและต้นแขนเหนือข้อศอกได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้นผมยังไม่รู้ชื่อของท่านแต่อย่างใด ขณะที่อาจารย์สมโชคก็ยินดีมาก บอกว่าที่ดินนี้มีขนาด 15 ไร่ มีถนนล้อมรอบสี่ด้าน อยู่ในทำเลที่ดีที่สุดในวังเหนือ เจ้าของที่ดินต้องการขายด่วน และเร่งเร้าให้คณะของเราไปดูที่ดินแปลงนี้ในคืนนั้นเลย ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเพราะมองเห็นว่า ทางไปที่ดินต้องขึ้นบนเขา เป็นทางซีเมนต์ขนาดเล็กและมีบางส่วนเป็นทางดิน ถ้าไปดูที่ดินในคืนนี้รถของเราจะต้องติดหล่มแน่นอน เพราะฝนตกหนักและมืดมาก จึงเสนอให้คณะของเราไปวางเงินมัดจำในคืนนั้นไว้ก่อนเป็นจำนวนห้าพันบาท และขอนัดดูที่ดินกันในวันรุ่งขึ้น<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เช้าวันพุธที่ 7 กรกฎาคม 2553 คณะของเรานัดคุณติ่งเจ้าของที่ เพื่อดูที่ดินแปลงนี้เวลา 6 โมงเช้า ผมตื่นนอนประมาณตีห้า เพราะรถของพี่จักรจอดอยู่ในพื้นที่ตลาดนัดเช้า จึงมีพ่อค้ามาเรียกให้เราช่วยย้ายที่จอดรถด้วย เพราะพ่อค้าแม่ค้าเขาจะใช้บริเวณที่จอดรถตั้งแผงลอยค้าขายกัน เมื่อผมปลุกพี่จักรให้ไปย้ายที่จอดรถแล้ว และผมนั่งคอยพี่จักรอยู่ที่เก้าอี้หน้าห้องพักสักครู่หนึ่งก็มีเสียงบอกมาในจิตว่า พญายักษ์ที่ยกที่ดินแปลงนี้ขึ้นสูงมีกายสีเขียวขี้ม้าเข้มไม่ใช่สีดำสนิทอย่างที่ผมเห็นในเวลากลางคืนขณะที่ฝนตกหนัก และบอกว่าท่านชื่อท้าวรณกาจ พนาสูรย์ เป็นพระเสื้อเมืองแห่งแคว้นล้านนา ท่านมีอายุมากกว่าสองพันปีแล้ว โดยมีช่วงเวลาหนึ่งที่ท่านได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระยาเม็งรายมหาราชเพื่อรวบรวมดินแดนล้านนาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเมื่อท่านสวรรคตก็กลับไปจุติเป็นพญายักษ์ชื่อท้าวรณกาจ พนาสูรย์ต่อไปตามเดิม<br /> เมื่อถึงเวลาหกโมงเช้าคณะของเราได้แวะรับอาจารย์สมโชคแล้วก็เดินทางไปดูที่ดินแปลงนั้นตามนัดหมาย เมื่อไปถึงยอดเขาก็พบว่าที่ดินมีลักษณะใกล้เคียงกับที่ได้เห็นจริง คือเป็นพื้นที่ค่อนข้างราบบนเขาแต่มีเนินตรงกลางเล็กน้อยมีขนาดประมาณ 15 ไร่ บนที่ดินนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเลย นอกจากต้นสักขนาดใหญ่อายุประมาณ 20 ปี จำนวน 4 ต้นเท่านั้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องหมายแทนธูป ที่เทวดาใช้บูชาพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ที่ท่านเคยเสด็จมาประทับยังสถานที่แห่งนี้ในอดีตนั่นเอง และผมก็ได้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้คณะฟังไปบ้างแล้ว (สำหรับเรื่องท้าวรณกาจ พนาสูรย์ นั้น เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ผมก็ได้เปิดกูเกิลดูในเช้าวันรุ่งขึ้นคือวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2553 เพื่อหาชื่อของท่านว่าจะมีจริงหรือไม่ เมื่อเปิดดูก็ปรากฏว่ามีจริงๆ และท่านเป็นยักษ์มีกายสีดำหรือสีเขียวและมีมงกุฎสวมบนศีรษะท่านใกล้เคียงกับที่ได้เห็นมาจริง แต่ก็ไม่ได้ทาสีมงกุฎเป็นสีทองเท่านั้น ส่วนรัดข้อแขนทองคำผมก็มองไม่เห็นในรูปท่าน แต่ถ้าจะพิสูจน์จริงๆ จะต้องเดินทางไปดูรูปหล่อที่ตั้งอยู่ที่ศาลของท่าน ในที่สุดเมื่อผมพบว่ามีหลักฐานอยู่จริงดังกล่าว ผมจึงต้องยอมรับโดยไม่มีข้อสงสัย จึงได้ตัดสินใจเขียนเรื่องตำนานวัดพุทธประทับขึ้นโดยด่วน)<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในระหว่างที่คณะของเรากำลังดูที่ดินแปลงนี้อยู่ ผมได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพโดยรอบสถานที่แห่งนี้ ซึ่งแลดูแล้วคล้ายสวรรค์จริงๆ เพราะเป็นที่ดินค่อนข้างราบเรียบอยู่บนยอดเขา สามารถมองเห็นยอดเขาอื่นๆ โดยรอบ มีเมฆหมอกสวยงามมาก ต่อมาท่านอาจารย์สมโชคได้บอกว่าเราต้องทำพิธีตั้งป้ายชื่อวัด และถามคณะของเราว่าจะตั้งชื่อวัดอะไรดี ผมก็บอกว่าตามที่เห็นมานั้น จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่นี่จนครบห้าพระองค์ จึงเสนอให้ตั้งชื่อวัดพระพุทธเจ้าห้าองค์ หรือวัดนะโมพุทธายะ ได้ไหม แต่ปรากฏว่าพี่จักรเสนอว่าให้ตั้งชื่อวัดพุทธประทับ ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสมดีมาก เพราะสื่อถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างชัดเจน และเทวดาบนสวรรค์ท่านก็แสดงความยินดีกับชื่อนี้ด้วย ตกลงคณะของเราก็ตัดสินใจตั้งชื่อวัดพุทธประทับเป็นชื่อวัดที่จะสร้าง ณ สถานที่แห่งนี้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อตั้งชื่อวัดได้แล้วอาจารย์สมโชคก็ให้เลือกสถานที่ตั้งป้ายชื่อวัด ซึ่งผมและท่านอาจารย์ก็เลือกสถานที่ตั้งป้ายชื่อวัดได้ตรงกัน จากนั้นจึงหาไม้และหินมากำหนดตำแหน่งตั้งป้ายชื่อวัด พอเราเริ่มขุดหลุมกำหนดตำแหน่งตั้งป้ายชื่อวัดซึ่งถือเป็นการวางฤกษ์สร้างวัดแล้ว ผมก็ได้เห็นภาพเหล่าเทวดาและนางฟ้าบนสวรรค์แสดงความยินดีและสาธุกันทั่ว พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงมโหรีและปี่พาทย์โบราณดังขึ้นมาจากทางเนินเขาที่เรียกว่าม่อนป่าซาง จึงสงสัยและแปลกใจว่าทำไมเสียงนี้ไม่ได้มาจากบนสวรรค์ แต่มาจากทางภูเขาลูกย่อมๆ ข้างหน้า แต่ในขณะนั้นยังไม่รู้ว่าเสียงนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร<br /> <br /> <strong>15. เจ้าปู่พญาแลแห่งเมืองลับแล ที่ม่อนป่าซาง</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อสำรวจดูที่ดินที่จะสร้างวัดพุทธประทับเสร็จแล้ว ในระหว่างที่คณะของเรากำลังนั่งรถลงจากเขาปรากฏว่าจิตของผมก็รู้ขึ้นมาว่า เสียงปี่พาทย์มโหรีเมื่อสักครู่นี้มาจากการบรรเลงของชาวเมืองลับแลที่อยู่ในภูเขาลูกย่อมๆ ที่ชื่อว่าม่อนป่าซาง มีเจ้าเมืองผู้ปกครองชื่อเจ้าปู่พญาแล ท่านมีอายุมากกว่าห้าพันปีแล้ว และท่านเคยอัญเชิญสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิทธัตถะให้เสด็จมาประทับที่นี่เมื่อในอดีต สำหรับลูกไฟขนาดเท่าลูกบอลที่ชาวบ้านแถวนั้นเคยเห็นเป็นประจำในช่วงวันพระนั้น ก็เกิดจากชาวเมืองลับแลที่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามากและพากันนุ่งขาวห่มขาวและถือศีลปฏิบัติธรรมกันทั้งเมืองในทุกวันพระ พร้อมกับจุดโคมประทีปบูชาพระพุทธเจ้าจึงได้เห็นเป็นลูกไฟต่างๆ ดังกล่าว ซึ่งเป็นลูกไฟคล้ายๆ กับบั้งไฟพญานาคที่เกิดขึ้นที่บริเวณแม่น้ำโขงในช่วงออกพรรษา นอกจากนี้ทางชาวเมืองลับแลก็บอกว่าเมื่อมีพระธุดงค์ขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนภูเขานี้ ก็จะมีชาวเมืองลับแลเนรมิตกายเป็นคนออกมาใส่บาตรเป็นบางครั้งด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันต่อไป โดยการสอบถามจากพระที่เคยขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนภูเขาว่ามีเรื่องอย่างนี้อยู่จริงหรือไม่<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลังจากนั้นคณะของเราซึ่งมีท่านอาจารย์สมโชคเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ก็ได้ลงจากเขามาที่บ้านคุณติ่งเจ้าของที่ดินแปลงนี้ ที่ตั้งอยู่เชิงเขา เพื่อจะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ตามที่ได้ตกลงวางมัดจำกันไว้ล่วงหน้า 5,000 บาท ในคืนก่อน เมื่อทำสัญญาเสร็จก็ต้องนำไปให้กำนันผู้ใหญ่บ้านได้รับรู้และร่วมเป็นสักขีพยานด้วย เมื่อไปพบกับท่านกำนันแล้ว ท่านกำนันได้บอกว่าการขายที่ดินในลักษณะนี้อาจมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างพ่อและลูกซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินที่บอกขายนั้น จึงขอให้คณะของเราไปขอความเห็นชอบในการซื้อขายที่ดินจากบิดาคุณติ่งเสียก่อน เมื่อไปพบบิดาคุณติ่งและแจ้งความประสงค์ว่าต้องการซื้อที่ดินบนเขาบริเวณม่อนป่าซางนั้น ในครั้งแรกที่ทราบเรื่องนี้บิดาคุณติ่งได้ปฏิเสธทันทีว่าไม่ขาย และต่อว่าลูกชายที่ได้ขายสมบัติไปหลายชิ้นแล้ว และเป็นห่วงว่าต่อไปภายหน้าจะไม่มีสมบัติอะไรเหลือให้แก่หลานๆ อีก แต่พอคณะของเราได้พูดชี้แจงว่าที่ได้มาขอซื้อที่ดินแปลงนี้ ก็เพื่อจะนำไปสร้างวัดปฏิบัติธรรมเท่านั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์อื่น เพราะผมได้พบสิ่งที่เหลือเชื่อ ผมได้มองเห็นว่ามีพญายักษ์ชื่อท้าวรณกาจ พนาสูรย์ ได้ยกชูที่ดินนี้ขึ้นเหนือหัว และได้มีนางฟ้าหลายองค์บินมาโปรยดอกไม้รอบที่ดินแปลงนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าที่ดินแปลงนี้ไม่สามารถปลูกพืชผลอะไรขึ้นเลย (ข้อสังเกตคือที่ดินโดยรอบปลูกข้าวโพดได้สูงระดับเอว แต่ข้าวโพดที่ปลูกบนที่ดินแปลงนี้จะสูงแค่คืบเดียว) และเชื่อว่าคนทั่วไปจะไม่สามารถปลูกบ้านพักอาศัยบนที่ดินแปลงนี้ได้ และนอกจากนี้ในวันพระก็มักจะมีคนเห็นลูกไฟขนาดใหญ่วิ่งไล่กันไปมาบนยอดเขาเสมอๆ และเป็นเรื่องเล่าลือกันมาตั้งแต่โบราณแล้ว เพราะทวยเทพเทวาได้จุดลูกไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เมื่อบิดาคุณติ่งได้ฟังคำชี้แจงจากผม ท่านก็เปลี่ยนใจบอกว่าขายที่ดินแปลงนี้ได้ แต่ท่านขอกันเงินส่วนหนึ่งจำนวนห้าหมื่นบาทเพื่อเก็บไว้ให้หลานด้วย ซึ่งทางคุณติ่งก็ตอบตกลงกับคุณพ่อของท่านทันที จากนั้นคณะของเราทั้งห้าคนคือ พี่จักร อาจารย์สมโชค หมอเชิด หมอโต และผม ก็ได้กลับไปหาท่านกำนันอีกครั้ง พร้อมกับคุณติ่งและบิดา เพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจนแล้วเสร็จ และนัดชำระเงินที่เหลือทั้งหมดในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งต่อมาทางคณะของเราได้ขอเลื่อนไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2553 แทน<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เมื่อได้กระทำภารกิจขั้นต้นคือ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงที่จะสร้างวัดพุทธประทับเสร็จแล้ว อาจารย์สมโชคและผมได้ขอตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ก่อน ส่วนคณะที่เหลือได้เดินทางต่อไปยังเชียงใหม่ เพราะหมอโตต้องไปรักษาคนไข้ที่นั่น และผมก็ทราบต่อมาภายหลังว่าเมื่อเสร็จภารกิจรักษาคนไข้ที่เชียงใหม่แล้ว พี่จักร หมอเชิด และหมอโต ได้แวะไปไหว้และสอบถามเจ้าพ่อข้อมือเหล็กกับร่างทรงท่านอีกครั้งหนึ่ง ผลปรากฏว่าหลังจากนั้นทุกคนประทับใจมากในความแม่นยำดังตาเห็นและการพูดสั่งสอนตรงๆ ของเจ้าพ่อข้อมือเหล็ก จนทำให้หมอโตยอมรับเชื่อถือและตัดสินใจจะบวชพระในพรรษานี้ทันที แต่ผมได้ทราบต่อมาภายหลังว่าทางคนไข้ของหมอโตยังไม่ยอมให้หมอโตได้บวช จนกว่าหมอโตจะได้รักษาอาการป่วยของเขาจนหายดีแล้วเสียก่อน<br /> <br /> <strong>16. ภารกิจสำคัญที่เทพเจ้าขอให้ผู้ใจบุญได้ช่วยกันทำ</strong><br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ ท่านอาจารย์สมโชคและผมได้คุยกันว่าเรามีภารกิจสำคัญสองเรื่องคือ การสร้างวัดพุทธประทับ และการจดทะเบียนยารักษาโรคเอดส์ให้เป็นของประเทศไทย สำหรับการสร้างวัดนั้น เรื่องเร่งด่วนคือการหางบประมาณก้อนแรกสำหรับซื้อที่ดิน 15 ไร่ โดยทางคณะของเราตกลงกันให้ผม เขียนตำนานวัดพุทธประทับออกเผยแพร่ (ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นต้องผูกโยงกับเรื่องที่ผมได้เคยพบเจอมาในอดีตไว้ด้วย) ให้สาธารณชนได้รับทราบกันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง เพื่อสร้างความศรัทธาและบอกบุญไปยังญาติมิตรและผู้สนใจจะร่วมทำบุญซื้อที่และสร้างวัด โดยในขณะที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ก็คาดว่าจะได้งบประมาณมาจำนวนหนึ่งซึ่งจะนำไปเปิดบัญชีไว้ในชื่อของวัดพุทธประทับ และให้มีรายชื่อผู้รับผิดชอบบัญชีหลายท่านคือ พี่แก้วอดีตผู้ตรวจราชการ พี่จักรอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ เป็นต้น และถ้าเป็นไปได้อาจจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิต่อไปในอนาคต ซึ่งในเบื้องต้นถ้ามีงบประมาณเหลือจากการซื้อที่ดินก็จะเก็บไว้สร้างวัดต่อไป โดยขั้นแรกจะสร้างเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นก่อน และจะไปกราบเรียนเชิญพระภิกษุที่มีภูมิธรรมสูงมาเป็นเจ้าสำนักสงฆ์ เพื่อให้เป็นที่ศรัทธาต่อญาติโยม และจะได้พึ่งพาบุญบารมีท่าน ในการยกระดับสำนักสงฆ์ให้เป็นวัดต่อไปในอนาคต<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ส่วนเรื่องการจดทะเบียนยารักษาโรคเอดส์ให้เป็นลิขสิทธิ์ของประเทศไทยตามความประสงค์ของหลวงปู่ชีวกโกมารภัจจ์นั้น ก็จะวางแผนเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ นักวิจัย และเภสัชกรระดับอาวุโส ให้มาร่วมพิสูจน์ผลการรักษาของยาแผนโบราณที่สามารถรักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็ง โรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี และซี รวมถึงโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือโรคเอสแอลอี เป็นต้น เมื่อผู้ใหญ่ในวงราชการที่เชิญมาให้การยอมรับและเชื่อถือแล้ว ก็จะจัดตั้งเป็นคณะทำงานขึ้น เพื่อหางบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุนการวิจัยยาดังกล่าว ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ เพื่อจะใช้เป็นพยานหลักฐานในการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ยาให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผมขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่าในระหว่างที่กำลังเขียนเรื่องนี้อยู่ ก็ได้มีคุณอาท่านหนึ่งซึ่งมีไม้นางพญางิ้วดำท่อนใหญ่อยู่ 2 ท่อน และท่านได้เคยแกะสลักเป็นพระพุทธรูปด้วยมือของท่านเอง และได้นำพระที่แกะสลักอย่างสวยงามไปถวายสมเด็จพระสังฆราชมาหลายปีแล้ว อยู่มาวันหนึ่งคุณอาท่านได้มาแจ้งให้ผมทราบว่าทางเจ้าแม่พญางิ้วดำที่อยู่กับคุณอาท่าน ต้องการไปอยู่ที่วัดพุทธประทับที่จะมีการสร้างขึ้นด้วย โดยเจ้าแม่พญางิ้วดำท่านบอกผ่านพระพิฆเนศว่า ขอให้คุณอาช่วยแบ่งไม้พญางิ้วดำส่วนหนึ่งมาให้ผม เพื่อนำไปไว้ที่วัดพุทธประทับ และขอให้ผมช่วยเขียนประวัติของเจ้าแม่พญางิ้วดำขึ้นเพื่อให้สาธารณชนที่ไปไหว้พระที่วัดได้มีโอกาสรับทราบโดยทั่วกัน เมื่อผมทราบเรื่องนี้จากคุณอาท่านนี้ก็รู้สึกดีใจว่าวัดพุทธประทับที่จะสร้างขึ้นเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ระหว่างที่กำลังซื้อที่ดินอยู่นี้ ก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านประสงค์จะไปอยู่ที่วัดแล้ว และเรื่องนี้ผมก็ได้บอกไปยังคณะของเราทุกคนให้ทราบกัน ต่อมาผมก็ได้เห็นทางจิตว่าทางท่านท้าวรณกาจ พนาสูรย์ ท่านต้องการให้สร้างศาลให้ท่านในท่าประทับยืนหน้าวัดหลังป้ายชื่อวัดและหันหน้าไปทางหน้าวัด และเหล่าทวยเทพเทวาท่านก็ต้องการให้สร้างวิหารเทพเจ้าขึ้นข้างพระอุโบสถด้านหลังเล็กน้อยทางด้านซ้ายมือ เพื่อประดิษฐานองค์พระศิวะ พระแม่อุมา พระแม่กาลี พระนารายณ์ พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ เป็นต้น โดยเจ้าแม่พญางิ้วดำท่านก็ประสงค์จะประทับอยู่ที่นี่ด้วย สำหรับต้นสักใหญ่ทั้งสี่ต้นที่ขึ้นอยู่กลางที่ดินที่จะสร้างวัดนั้นท่านก็บอกให้เก็บรักษาไว้ เพราะเป็นเครื่องสักการะแทนธูปที่เหล่าเทวดาใช้ไหว้บูชาพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การเขียนเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ก็ได้ลำดับเวลามาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม 2553 โดยผมก็ยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์เพื่อเร่งพิมพ์เรื่องนี้ให้แล้วเสร็จอย่างเร่งด่วน และผมจำเป็นต้องสรุปเรื่องทั้งหมดให้จบลงเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าหากมีสัญญาณหรือข่าวสารใดที่ผมได้รับมาเพิ่มเติม ก็จะนำมาเขียนรายงานให้ทุกท่านได้ทราบต่อไป และต้องขออภัยด้วยว่าการเขียนตำนานวัดพุทธประทับในครั้งนี้ ผมมีเวลาเขียนและเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ สั้นมาก จึงมีบางเรื่องที่ต้องถูกตัดทอนออกไป บางเรื่องเขียนไม่ละเอียด และบางเรื่องก็เขียนไม่กระชับ ซึ่งจะปรับปรุงให้ดีขึ้นในการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งต่อไป<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; วัตถุประสงค์ของการเขียนเล่าตำนานวัดพุทธประทับนี้ เพื่อจะบอกกล่าวถึงความเป็นมาของวัดแห่งนี้ว่าเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งตอบได้สั้นๆ ว่าก็คือความประสงค์ของเทพเจ้าที่ท่านต้องการให้สร้างวัดนี้ขึ้นบนผืนดินที่เป็นยอดเขาที่พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งสี่พระองค์ได้เคยเสด็จมาประทับที่นี่มาก่อน และในอนาคตพระพุทธเจ้าอีกหนึ่งพระองค์ ท่านก็จะได้เสด็จมาประทับที่นี่อีก การให้สร้างวัดขึ้นก็ด้วยทวยเทพเทวาท่านประสงค์จะได้ทำบุญสร้างกุศลของท่านให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือในการทำงาน และท่านได้บอกว่าสำหรับมนุษย์ผู้มีปัญญาและสัมมาทิฐิแล้ว ปราสาทและวิมานก็พึงหวังเอาได้ในการทำบุญเช่นนี้ แต่ผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมว่าก็ควรหวังให้ถึงพระนิพพานด้วยก็จะดีที่สุด สำหรับตัวผมนั้นถูกกำหนดให้ทำหน้าที่คล้ายเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์ ในการรับสัญญาณจากเหล่าเทวดาต่างๆ เมื่อได้รับข่าวมาแล้วก็ให้แจ้งข่าวต่อไปยังญาติมิตรผู้มีจิตศรัทธาให้ร่วมทำบุญสร้างวัดพุทธประทับให้สำเร็จโดยเร็วต่อไป<br /> &nbsp;<br /> หมายเหตุ : สำหรับตัวผมผู้เขียนเรื่องนี้ เป็นข้าราชการคนหนึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม เพราะชอบอยู่เงียบๆ แต่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเรื่องนี้ได้รับรู้และเห็นมาจริงๆ จึงขอให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เป็นหลักฐานคือ 085-022-1477 ถ้าท่านใดสงสัยเรื่องนี้ก็โทรศัพท์สอบถามผมได้ หรือถ้าท่านจะร่วมทำบุญในชื่อบัญชีของวัดพุทธประทับผมก็ขออนุโมทนาด้วยครับ หรือว่าท่านมีปัญหาหนักบางอย่างที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว และพิจารณาว่าผมอาจสามารถช่วยเหลือท่านได้ก็ยินดีครับ ความจริงแล้วถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่ต้องสร้างวัดพุทธประทับขึ้น ผมก็ตั้งใจว่าจะไม่เขียนเรื่องดังกล่าวออกเผยแพร่เพราะชอบใช้ชีวิตที่สงบเงียบ และถ้าท่านใดต้องการพิสูจน์ว่าเวรกรรม และสิ่งลี้ลับมีจริงหรือไม่ ท่านก็สามารถปฏิบัติตามแนวทาง ทาน ศีล และภาวนา ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกได้อยู่แล้ว โดยขอให้เน้นหนักที่การภาวนาอย่างที่ผมได้เคยทำเป็นตัวอย่างมาแล้วในเรื่องข้างต้นนี้<br /> ขอขอบคุณ และสวัสดีทุกท่านครับ<br /> ผู้ประสงค์จะร่วมทำบุญสร้างวัด โปรดโอนเงินเข้าบัญชีตามนี้ครับ<br /> &nbsp; <ol> <li>ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี ชื่อบัญชี นายเจริญภพ พรวิริยางกูร และ/หรือ นางกิ่งแก้ว อริยเดช และ/หรือ นางสายสุนี พูลพิพัฒน์ เลขที่บัญชี 026-456051-7</li> </ol> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หรือ<br /> &nbsp; <ol> <li value="2">ธนาคารกรุงไทย สาขากรมโรงงานอุตสาหกรรม ชื่อบัญชี นายเจริญภพ พรวิริยางกูร หรือ นางกิ่งแก้ว อริยเดช หรือ นางสายสุนี พูลพิพัฒน์ เลขที่บัญชี 982-9-01383-9</li> </ol> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขอเรียนชี้แจงท่านผู้มีจิตเป็นกุศลจะร่วมทำบุญว่าทางเรายังไม่สามารถเปิดบัญชีในนามวัดพุทธประทับ หรือ มูลนิธิวัดพุทธประทับได้ เนื่องจากจะต้องจดทะเบียนวัดหรือมูลนิธิฯ ตามกฎหมายให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่เพื่อความรัดกุมก็ได้ตั้งเงื่อนไขในการเบิกถอนเงินจากบัญชีไว้ดังนี้ การถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองแห่งนั้น ต้องใช้ชื่อผู้เป็นเจ้าของบัญชี(หรือชื่อผู้มีสิทธิ์ลงนาม) จำนวน 2 ชื่อ จากจำนวนทั้งหมด 3 รายชื่อ เช่น นายเจริญภพและนางกิ่งแก้ว หรือ นายเจริญภพและนางสายสุนี หรือ นางกิ่งแก้วและนางสายสุนี จึงจะถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารทั้งสองแห่งได้<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และขออนุโมทนากับท่านผู้ใจบุญไว้ ณ ที่นี้ด้วย<br /> &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คณะกรรมการสร้างวัดพุทธประทับ Thu, 21 Jul 2016 21:00:00 +0700